ฝ้าเป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจที่ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ไม่เนียนใส หน้าโทรม ดูแก่กว่าวัย บั่นทอนความมั่นใจเป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละรายบุคคล Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับฝ้าว่าเกิดจากอะไร มีทั้งหมดกี่ชนิด ป้องกันอย่างไรได้บ้าง บริเวณไหนที่พบได้บ่อย วิธีรักษามีด้วยกันกี่รูปแบบ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความต่อไปนี้ฃ
Key Takeaways
- กระบวนการเกิดฝ้ามาจากการทำงานของเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ จนเกิดเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลหรือดำบนใบหน้า
- ประเภทของฝ้ามีหลายชนิด ได้แก่ ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม ฝ้าแดด ฝ้าเลือด ฝ้าฮอร์โมน ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน
- สาเหตุหลักที่กระตุ้นให้หน้าเป็นฝ้าได้แก่ แสงแดด โดยเฉพาะรังสี UV มีคุณสมบัติในการกระตุ้นกระบวนการทำงานของเม็ดสีใต้ผิวให้มากขึ้น
- ตำแหน่งที่พบฝ้าได้บ่อย มักจะเป็นจุดที่ต้องสัมผัสกับแดดเป็นประจำ เช่น หน้าผาก สันจมูก แก้ม โหนกแก้ม มือ แขน
- วิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น เลเซอร์ ฉีดสกินบูสเตอร์ หรือทำทรีทเม้นท์หน้า ซึ่งแต่ละวิธีเหมาะกับความรุนแรงของปัญหาและความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
ฝ้า คืออะไร
ฝ้า (Melasma) คือ เม็ดสีผิวที่ทำงานมากกว่าปกติจนทำให้เกิดลักษณะปื้นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม หรือปื้นสีดำ สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายโดยเฉพาะในตำแหน่งที่โดนแดดจัดเป็นประจำ มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกขึ้นอยู่กับตำแหน่งชั้นผิวที่เกิดปัญหา
ฝ้าเกิดจากอะไร?
สาเหตุที่ทำให้หน้าเป็นฝ้ามีด้วยกันหลายสาเหตุ ส่วนมากจะเกิดขึ้นจากแสงแดดและปัจจัยเกี่ยวกับร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- แสงแดด เพราะมีรังสี UV ที่สามารถกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินให้มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้ผิวอ่อนแอ
- แสงสีฟ้า หรือ Blue Light เป็นแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถกระตุ้นเม็ดสีเมลานินให้ทำงานได้มากกว่าปกติ
- ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หากฮอร์โมนในร่างกายเกิดการแปรปรวนหรือขาดความสมดุล สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน
- พันธุกรรม สามารถถ่ายทอดลักษณะบางอย่างสู่ลูกได้ ทั้งเรื่องของสภาพผิว โครงสร้างภายใน และสีผิว หากพ่อแม่เป็นฝ้าเยอะมีโอกาสสูงที่ลูกจะเป็นได้เช่นกัน
- อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์ภายในร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพ ระบบต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ ผิวอ่อนแอ เกิดปัญหาผิวได้ง่ายมากขึ้น
- ผลกระทบจากยาบางชนิด การเกิดฝ้าสามารถเกิดขึ้นจากยาบางชนิดที่เข้าไปกระตุ้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้เกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือยากันชักบางประเภท
- ส่วนผสมในเครื่องสำอาง สำหรับเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดความระคายเคืองรุนแรงต่อผิว อาจกระตุ้นให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำได้ง่าย
- ความร้อน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถกระตุ้นทำให้เม็ดสีเมลานินทำงานมากขึ้นกว่าปกติ หากผิวต้องเผชิญความร้อนสูงเป็นประจำ จะมีโอกาสทำให้สีผิวเข้มขึ้นได้
- ความเครียด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายแปรปรวน โดยเฉพาะเรื่องของฮอร์โมนที่เสียสมดุล จึงเพิ่มโอกาสสูงที่จะเกิดฝ้าได้มากกว่าปกติ
บริเวณที่ไหนพบฝ้าได้บ่อย
โดยปกติปัญหาหน้าเป็นฝ้าสามารถพบได้บ่อยในตำแหน่งที่ต้องปะทะกับแสงแดดเป็นประจำ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเม็ดสีเมลานินได้มากกว่าจุดอื่น
- แก้มหรือโหนกแก้ม เป็นตำแหน่งที่นูนเด่นออกมาจากใบหน้า จึงเป็นส่วนที่รับแสงแดดได้มากกว่าตำแหน่งอื่น
- หน้าผาก โดยเฉพาะช่วงกลางหน้าผากซึ่งมีความโค้งนูนออกมาจึงรับแสงแดดได้มากกว่าจุดอื่น
- จมูก เป็นจุดกึ่งกลางใบหน้าซึ่งมีความโด่งขึ้นมารับกับแสงแดด จึงสามารถพบปัญหาฝ้าได้ง่าย
- ร่องหยักเหนือริมฝีปากบน เป็นจุดที่อยู่ระหว่างใต้จมูกกับเหนือริมฝีปากบน จึงเป็นตำแหน่งที่รับแสงแดดได้เยอะ
- คาง แม้จะอยู่ล่างสุดของใบหน้า แต่ก็เป็นหนึ่งในตำแหน่ง T–Zone ที่นูนออกมารับแสงแดด
- ตามร่างกาย เช่น ลำคอ แขน และมือ เป็นจุดที่อยู่นอกเสื้อผ้า และมักจะปะทะกับแสงแดดเป็นประจำ
ประเภทของฝ้า มีกี่ชนิด?
ฝ้าที่เกิดขึ้นบนใบหน้า มีด้วยกันหลายประเภทแตกต่างกันออกไปจากสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ตำแหน่งชั้นผิวที่เกิดปัญหา โดยแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
- ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma) เกิดขึ้นในชั้นหนังกำพร้าหรือผิวชั้นตื้น มีสีน้ำตาลเข้มและเห็นขอบชัดเจน
- ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เกิดขึ้นในชั้นหนังแท้หรือชั้นผิวที่ลึก มีสีเทาอมม่วงและมองเห็นขอบไม่ชัดเจน
- ฝ้าผสม (Mixed Melasma) เกิดขึ้นในผิวชั้นตื้นและชั้นลึกผสมกัน
- ฝ้าแดด (Solar Melasma) สามารถเกิดขึ้นได้จากแสงแดดที่กระทบกับผิวจนทำให้เม็ดสีผิวเข้มขึ้น
- ฝ้าเลือด (Vascular Melasma) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว เช่น เส้นเลือดฝอยขยายตัว หรือเสื่อมสภาพ
- ฝ้าฮอร์โมน (Chloasma) มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ผิดปกติ กระตุ้นเม็ดสีเมลานินทำให้เข้มขึ้น
ฝ้าต่างจากกระอย่างไร
แม้ว่าฝ้า กระ จะเกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานินเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ขนาดและความเข้มของเม็ดสี โดยฝ้าจะเป็นลักษณะของปื้นสีน้ำตาลหรือสีดำขนาดใหญ่ มักพบในคนที่มีอายุเยอะ ในส่วนของกระจะเป็นลักษณะของจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ตามผิวหนังไม่เป็นปื้นใหญ่ มักพบในคนอายุน้อย
วิธีรักษาฝ้าเร่งด่วน
หากใครที่หน้าเป็นฝ้าและต้องการรักษาแบบเร่งด่วนสามารถเลือกใช้ได้หลายวิธี โดยแพทย์จะทำการประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด โดยมีหัตถการที่ได้รับความนิยม ดังนี้
Discovery Pico เลเซอร์ฝ้า
การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ Discovery Pico เป็นการใช้พลังงานแสงความถี่สูงด้วยความเร็วในระดับ Picosecond (หนึ่งในล้านล้านวินาที) ปล่อยลงไปทำลายเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติให้แตกตัวเล็กลง จนร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวดูเรียบเนียนไปพร้อมกัน
ฉีดเมโสหน้าใสแก้ฝ้า
สำหรับการ ฉีดเมโสหน้าใส ไม่ได้มีเพียงแค่การช่วยดูแลผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง กระจ่างใสเท่านั้น แต่ยังมีสูตรเมโสหน้าใสที่ช่วยรักษาฝ้าได้ โดยตัวยาและสารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของเมโสจะเข้าไปช่วยลดเม็ดสีเมลานินให้น้อยลง จึงสามารถลดความเข้มของฝ้า ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดให้กลับมาแข็งแรงจากภายใน
IV Drip ฟื้นฟูผิวลดฝ้า
สำหรับการ ดริปวิตามินผิว เป็นการส่งวิตามินเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วผ่านเส้นเลือด โดยการดริปวิตามินสูตรที่ช่วยลดฝ้าจะต้องมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบ เพื่อลดฝ้า ลดความหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวสุขภาพดีจากภายใน ลดการผลิตเม็ดสีเมลานินให้น้อยลง ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว และปรับสภาพผิวโดยรวมให้ดูสว่างกระจ่างใสขึ้น
ลดฝ้าด้วย Juvelook
Juvelook เป็นหนึ่งในกลุ่มของ Skin Booster ที่มีส่วนผสมเป็น PDLLA และ Hyaluronic Acid ซึ่งจะช่วยให้ผิวกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวและเติมความชุ่มชื้นในระดับลึก ปรับให้โครงสร้างผิวแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยเติมความชุ่มชื้น จึงทำให้ฝ้าแลดูจางลงได้บางส่วนรอยฝ้าดูไม่เด่นชัดเท่าเดิม
ทำทรีทเม้นท์หน้า
การทำทรีทเม้นท์หน้าเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมรักษาฝ้าที่ช่วยบรรเทาความเข้มของเม็ดสีเมลานินให้น้อยลง โดยที่ Vincent Clinic มีทรีทเม้นท์หน้าใส AQUA C BRIGHT PLUS เป็นสูตรที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความหมองคล้ำ ลดเลือนฝ้าให้จางลงได้บางส่วน
วิธีรักษาฝ้าด้วยตัวเอง
สำหรับคนที่หน้าเป็นฝ้าสามารถรักษาได้ด้วยตัวเองเบื้องต้นหลายวิธี แต่การรักษาด้วยตัวเองระยะเวลาในการเห็นผลจะนาน และต้องทำอย่างประจำ ซึ่งแต่ละวิธีจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดของวิธีการรักษาฝ้า ดังนี้
- ใช้สกินแคร์หรือครีม เพื่อลดความเข้มของฝ้า แนะนำให้เลือกสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ AHA (Alpha Hydroxy Acid), อาร์บูติน (Arbutin) และกรดโคจิก (Kojic) จะช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ความหมองคล้ำให้น้อยลง
- รักษาด้วยสมุนไพร สามารถลดความเข้มของฝ้าตื้นที่มีความรุนแรงไม่มากได้ ด้วยผลไม้ที่มีความเป็นกรดหรือมี AHA เป็นส่วนประกอบ เช่น มะนาว สับปะรด ส้ม ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใส
ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดฝ้า
ป้องกันก่อนหน้าเป็นฝ้าดีกว่ามาตามรักษาทีหลัง เพราะบางรายอาจรักษาได้ไม่หมดหรือกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการดูแลและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงแสงแดด พยายามไม่ออกแดดบ่อย ๆ หลบอยู่ไหนที่ร่ม หรือไม่ทำกิจกรรมที่ต้องโดนแดดจัดนาน ๆ
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะออกนอกบ้านหรืออยู่ภายในบ้านก็ต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะรังสี UV สามารถทะลุกระจกหรือสะท้อนจากภายนอกเข้ามาในบ้านได้
- ดูแลผิวหน้าให้แข็งแรง ใช้สกินแคร์หรือทำหัตถการดูแลผิวพรรณอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น กระตุ้นคอลลาเจน ผิวสุขภาพดีและแข็งแรง
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น พักผ่อนให้เพียงพอ เลี่ยงแสงสีฟ้า ไม่ทำกิจกรรมที่ต้องอยู่กับความร้อนสูงนาน ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฝ้า (FAQ)
ปัญหาหน้าเป็นฝ้าเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยและเกิดขึ้นได้กับทุกคน อาจทำให้เกิดความสงสัยในบางประเด็น หัวข้อนี้จึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาไว้ให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ดังนี้
Q: ครีมทาฝ้ายี่ห้อไหนดี? ช่วยได้จริงไหม?
A: สำหรับครีมทาฝ้าไม่มียี่ห้อไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับส่วนผสม สภาพผิว และระดับความรุนแรงของปัญหาแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยส่วนผสมที่ควรมีในตัวครีม ได้แก่ AHA, Arbutin และ Kojic ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิวและลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินให้น้อยลง จึงช่วยลดเลือนฝ้าให้จางลงได้บางส่วน
Q: สูตรรักษาฝ้าเร่งด่วนแบบธรรมชาติ หัวไชเท้า มะขามเปียก ปลอดภัยไหม?
A: สำหรับสูตรรักษาฝ้าเร่งด่วนด้วยวิธีการทางธรรมชาติ อย่างเช่น หัวไชเท้า มะขามเปียก ไม่ได้เป็นอันตรายหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในกรณีของคนที่ผิวบอบบางหรือ ผิวแพ้ง่าย อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบได้
Q: เลเซอร์ฝ้า จะทำให้ผิวบางลงจริงไหม?
A: การทำ เลเซอร์รักษาฝ้า ไม่ได้ทำให้ผิวบางลง เพราะเป็นการปล่อยพลังงานเข้าไปทำลายเม็ดสีเมลานินโดยตรง แต่ไม่ได้ทำให้โครงสร้างผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้เครื่องเลเซอร์ที่เป็นของแท้ จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ปลอดภัย ไม่เกิดผลข้างเคียงตามมา
Q: เป็นฝ้าเพราะกินยาคุมกำเนิด ทำอย่างไรดี?
A: หากหน้าเป็นฝ้าเพราะยาคุมกำเนิด แนะนำให้หยุดกินหรือเลือกยี่ห้อที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง เพื่อลดการกระตุ้นฝ้า รวมไปถึงใช้หัตถการทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์ ฉีดสกินบูสเตอร์ หรือทำทรีทเม้นท์ผิว ก็จะสามารถบรรเทาปัญหาให้น้อยลงได้ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์จะช่วยให้ผิวกลับมากระจ่างใส ไม่หมองคล้ำได้อย่างเห็นผล
Q: ฝ้าสามารถรักษาให้หายขาด 100% ได้หรือไม่?
A: เนื่องจากฝ้าเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิต ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย มลภาวะ แสงแดด จึงทำให้ฝ้าสามารถกลับมาเป็นอีกได้แม้จะรักษาหายไปแล้วก็ตาม ดังนั้นหลังจากผิวเนียนกระจ่างใสแล้วควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อชะลอการเกิดฝ้าและลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินให้น้อยลง
สรุป
ฝ้า เป็นปัญหาผิวพรรณที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น แสงแดด ฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต มีทั้งแบบที่เกิดในผิวขั้นตื้นซึ่งรักษาได้ง่าย และแบบที่เกิดในชั้นหนังแท้ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการรักษา โดยวิธีการที่ได้รับความนิยมใช้เพื่อรักษาฝ้านั้น คือ หัตถการทางการแพทย์ เพราะช่วยลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับใครที่อยากได้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีออร่า หน้าไม่โทรม ไม่หมองคล้ำ แลดูอ่อนเยาว์ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาที่ Vincent Clinic Aesthetic เพื่อรับการประเมินและออกแบบการรักษาเฉพาะรายบุคคลจากทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์

