โบท็อก (Botulinum toxin) คืออะไร อันตรายไหม ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง?
โบท็อก (Botulinum toxin) ทางออกของปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของริ้วรอยเท่านั้น ยังสามารถช่วยจัดการปัญหาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดเหงื่อ ลดน่อง ลดกราม ลิฟกรอบหน้า เป็นต้น ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง ทำให้หน้าดูเด็กลง ซึ่งในท้องตลาดก็มีผลิตภัณฑ์ออกมากันหลากหลายยี่ห้อ ทำให้เลือกไม่ถูกว่าควรฉีดยี่ห้อไหนดี แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร สามารถติตดามอ่านในบทความนี้ได้เลย
Botox (Botulinum toxin) คืออะไร?
โบท็อก คือ สาร Botulinum toxin type A ที่สกัด และทำให้บริสุทธิ์จากแบคทีเรีย Clostridium botulinum มีฤทธิ์ยับยั้งการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดคลายตัวลงชั่วคราว จึงนิยมนำมาใช้เพื่อลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ปรับรูปหน้า เช่น ลดกราม หรือลดกล้ามเนื้อบางจุด รวมถึงใช้ลดเหงื่อหรือบรรเทาอาการบางอย่างทางการแพทย์
โบท็อก (Botulinum toxin) มีกระบวนการทำงานอย่างไร?
เมื่อฉีด Botulinum toxin เข้าสู่ร่างกายในตำแหน่งของกล้ามเนื้อ จะค่อย ๆ ออกฤทธิ์และสลายไปได้เองตามระยะเวลาของแต่ละยี่ห้อที่ไม่เท่ากัน โดยเมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะมีการแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- ตัวยาส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ประสาท ในส่วนนี้หากมีความเข้มข้นมากแค่ไหนการออกฤทธิ์ก็จะคงอยู่ได้นานมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการออกฤทธิ์ระงับการทำงานของระบบประสาทส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ฉีดโบเข้าไปเป็นอัมพาตหรือทำงานน้อยลงชั่วคราว
- ตัวยาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึม ในส่วนนี้เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายไปแล้วจะหลุดออกจากตัวยาส่วนแรกและไหลไปตามกระแสเลือดและถูกร่างกายขับออกไปได้เอง โดยไม่ต้องส่งผลกระทบกับเซลล์อื่น ๆ ในร่างกาย
โบท็อก (Botulinum toxin) ช่วยเรื่องอะไร?
ฉีดโบท็อก (Botulinum toxin) สามารถช่วยได้หลายเรื่องและฉีดได้หลายตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การช่วยลดริ้วรอยและการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยขึ้น ลดเลือนริ้วรอย โดยหลังฉีดโบไปแล้วประมาณ 3 – 7 วัน กล้ามเนื้อจะเริ่มถูกระงับการทำงานให้น้อยลง ผิวบริเวณที่ฉีดจึงเริ่มเห็นความเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอย ตีนกา เส้นรอยพับต่าง ๆ เริ่มลดลง ช่วยให้ใบหน้าดูเด็กลงตามไปด้วย ปรับรูปหน้า หลังฉีดจะเริ่มกล้ามเนื้อจะถูกระงับการทำงานทำให้มีขนาดที่เล็กลงเพราะไม่ได้ขยับ จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของกรามที่เล็กลงและใบหน้าที่เรียวขึ้นภายใน 1 – 2 เดือน โดยแพทย์จะฉีดเก็บบริเวณกรอบหน้าซึ่งได้มีการออกแบบการรักษาให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคนมากที่สุด ฟื้นฟูผิว การฉีดโบสามารถช่วยให้รูขุมขนหดเล็กลง และยังช่วยลดขนาดต่อมไขมันได้อีกด้วย ผิวจึงเรียบเนียนมากขึ้น
ฉีดโบท็อกซ์ อันตรายไหม?
โบท็อกปลอม อันตรายไหม?
โบท็อกปลอม หรือ โบหิ้ว มักจะมากับหมอกระเป๋า รวมไปถึงโบที่มีราคาถูกมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปนเปื้อน หรือการเก็บรักษาไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย จึงทำให้ตัวยาเสื่อมประสิทธิภาพอาจทำให้ฉีดแล้วไม่เห็นผล หรือฉีดแล้วหนังตาตก ปากเบี้ยว ใบหน้าผิดรูป รวมไปถึงทำให้เกิดอาการดื้อโบตามมาในอนาคตได้เช่นกัน
โบท็อก (Botulinum toxin) ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง? แต่ละจุดฉีดกี่ยูนิต?
ฉีดโบท็อกสามารถฉีดได้หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องการลดให้กล้ามเนื้อเล็กลงหรือต้องการให้ริ้วรอยบริเวณนั้นจางลง ซึ่งปริมาณยูนิตที่ใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและระดับปัญหา โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเพื่อออกแบบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยมีจุดที่นิยมฉีดโบดังนี้
โบท็อกริ้วรอย
โบท็อกริ้วรอย ใช้ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าหลายตำแหน่ง เช่น หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา ช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้นเมื่อแสดงสีหน้า และยังคงความเป็นธรรมชาติ โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 30 – 50 ยูนิต จะขึ้นอยู่กับจำนวนจุด และความลึกของริ้วรอย
โบท็อกหน้าผาก
โบท็อกหน้าผาก อีกหนึ่งจุดที่ได้รับความนิยมฉีดกันมาก โดยริ้วรอยบริเวณนี้เกิดการแสดงสีหน้าและอารมณ์บ่อย ๆ ริ้วรอยจึงเริ่มลึกขึ้น เมื่อฉีดโบแล้วจะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานน้อยลง ริ้วรอยจึงหายไป ผิวหน้าผากเรียบมากขึ้น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 15 – 20 ยูนิต
โบท็อกระหว่างคิ้ว
โบท็อกระหว่างคิ้ว จะช่วยลดรอยขมวดคิ้วหรือรอยย่นแนวตั้งที่ทำให้ใบหน้าดูเคร่งเครียดหรือดุเกินไป เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวลง สีหน้าจะดูนุ่มนวลขึ้น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 10 – 15 ยูนิต
โบท็อกตีนกา
โบท็อกตีนกา ช่วยลดริ้วรอยหางตาที่เกิดจากการยิ้มและการแสดงอารมณ์ ทำให้รอยยิ้มดูละมุนและสดใสขึ้นโดยไม่ทำให้สีหน้าดูตึงเกินไป โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 10 – 25 ยูนิต สำหรับ 2 ข้าง
โบท็อกกราม
โบท็อกกราม ฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อกราม เหมาะกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามเด่นหรือกัดฟันบ่อย ช่วยให้รูปหน้าดูเรียวและสมดุลมากขึ้น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 25 – 50 ยูนิตต่อข้าง
โบท็อกลิฟกรอบหน้า
โบท็อกลิฟกรอบหน้า จะฉีดทั่วแนวกรอบหน้าเป็นจุด ๆ เพื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อบางส่วน ทำให้ใบหน้าดูยกกระชับ และเรียวมากขึ้นโดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 30 – 50 ยูนิต
โบท็อกยกมุมปาก
โบท็อกยกมุมปาก เหมาะกับผู้ที่มีมุมปากตกจากแรงดึงของกล้ามเนื้อ ช่วยปรับสมดุลให้มุมปากดูยกขึ้นเล็กน้อยและใบหน้าดูเป็นมิตรมากขึ้น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 10 – 15 ยูนิต
โบท็อกคาง
โบท็อกคาง ช่วยลดลักษณะคางเป็นคลื่น หรือคางบุ๋มจากการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือเวลาว่ายิมหัวเราะได้ เมื่อฉีดทำให้ผิวบริเวณคางดูเรียบและได้รูปมากขึ้น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 10 – 20 ยูนิต
โบท็อกปีกจมูก
โบท็อกปีกจมูก จะช่วยลดการบานของปีกจมูกเวลายิ้ม โดยปรับแรงดึงของกล้ามเนื้อให้สมดุล ทำให้จมูกดูได้รูปมากขึ้นขณะพูดหรือยิ้ม โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 20 – 25 ยูนิต
โบท็อกรูขุมขน
โบท็อกรูขุมขน จะฉีดเข้าไปในผิวชั้นตื้นทั่วใบหน้า เพื่อลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและมันลดลง เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันหรือรูขุมขนกว้าง โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 25 – 30 ยูนิต
โบท็อกลดเหงื่อ
โบท็อกลดเหงื่อ จะใช้ยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อในผู้ที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ เช่น รักแร้ ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า ช่วยลดความอับชื้นและกลิ่น โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 50 – 100 ยูนิต
โบท็อกน่อง
โบท็อกน่อง ฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อน่องที่เด่นชัด ช่วยให้ช่วงขาดูเรียวและสมส่วนมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อค่อนข้างใหญ่ โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 200 – 300 ยูนิตต่อข้าง
โบท็อกรักแร้
โบท็อกรักแร้ นิยมใช้เพื่อลดเหงื่อและกลิ่นตัวในบริเวณรักแร้ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะออกฤทธิ์ยับยั้งต่อมเหงื่อชั่วคราว โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 50 – 100 ยูนิตต่อข้าง
โบท็อกฝ่าเท้า
โบท็อกฝ่าเท้า ช่วยลดเหงื่อบริเวณฝ่าเท้าที่มากผิดปกติ ซึ่งนอกจากจะลดเหงื่อ ยังช่วยลดกลิ่นเท้าให้น้อยลงด้วย โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 50 – 100 ยูนิต
โบท็อกฝ่ามือ
โบท็อกฝ่ามือ จะช่วยลดเหงื่อที่ฝ่ามือที่อาจรบกวนการทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผิวฝ่ามือแห้ง ลดความชื้นที่มือขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 50 – 100 ยูนิตต่อข้าง
โบท็อกออฟฟิศซินโดรม
โบท็อกออฟฟิศซินโดรม จะฉีดในบริเวณคอ บ่า และไหล่ เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ช่วยลดความตึงและอาการปวดเมื่อย โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 100 – 300 ยูนิต
โบท็อกไมเกรน
โบท็อกไมเกรน ใช้บรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรัง โดยฉีดไปที่ระหว่างคิ้ว หน้าผาก ท้ายทอย ต้นคอ บ่า เพื่อลดความไวของเส้นประสาท โดยใช้ Botulinum toxin ประมาณ 100 ยูนิต
ฉีด Botulinum toxin ยี่ห้อไหนดี? แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร?
Botulinum toxin แต่ละยี่ห้อนั้นมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต คุณสมบัติ และการกระจายตัว จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคนมากที่สุด
- Allergan เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศอเมริกา ผ่านการรับรองคุณภาพและมาตรฐานจาก อย. อเมริกา และ อย. ไทย ตัวยามีความบริสุทธิ์มากถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้โอกาสการดื้อโบน้อยลง ออกฤทธิ์ได้อย่างแม่นยำ เหมาะกับคนที่ต้องการฉีดรักษาริ้วรอย ลดกราม ปรับหน้าเรียว
- Aestox เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศเกาหลี ได้รับการรับรองจากทั้ง อย. ไทย และ อย.เกาหลี มีคุณสมบัติในการออกฤทธิ์ที่เร็วและเห็นผลไว มีความบริสุทธิ์ของตัวยาถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์ จึงช่วยลดโอกาสการดื้อโบให้น้อยลง
- Xeomin เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมัน ผลิตด้วยเทคโนโลยี XTRACT Technology ช่วยกำจัดโปรตีนที่ไม่จำเป็นออกไปทำให้ตัวยามีความบริสุทธิ์สูง ไม่มีสิ่งเจือปน ทำให้ไม่เกิดการต่อต้านในร่างกายโอกาสดื้อโบต่ำ มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กจึงกระจายตัวได้อย่างแม่นยำ มีความปลอดภัยสูง
- Dysport นำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ มีความบริสุทธิ์ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ มีความโดดเด่นในเรื่องของการกระจายตัวที่กว้าง ทำให้ตัวยาไม่กระจุกตัว เหมาะกับการฉีดลดเหงื่อ ลดกราม ยกกระชับผิว เห็นผลเร็ว เป็นธรรมชาติ
ดูแลตัวเองอย่างไรหลังฉีดโบท็อกซ์
เมื่อฉีดโบท็อก (Botulinum toxin) ไปแล้วควรดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและคงอยู่ได้นาน ไม่เกิดปัญหาตามมา
- หลังฉีดโบควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันที 1 – 2 ครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายตัวและดูดซึมได้ดีขึ้น
- ไม่ควรนอนราบหรือก้มหน้าในช่วง 4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
- 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ งดออกกำลังกายหนัก ๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกเยอะ
- หลีกเลี่ยงการโดนความร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
- งดนวด กด หรือสัมผัส บริเวณที่ฉีดโบ เพื่อป้องกันตัวยากระจายไปในจุดอื่นที่ไม่ต้องการ
- งดทานอาหารรสจัด อาหารมักดอง รวมถึงงดแอลกอฮอล์ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด
- งดทำเลเซอร์หรือหัตถการที่ต้องใช้ความร้อน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หลังฉีด
ฉีดโบท็อก (Botulinum toxin) กี่วันเห็นผล?
หลังจากที่ฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ความตึงของผิวในช่วง 3 – 4 วันแรกหลังทำ และจะเห็นผลเต็มที่ใน 1 – 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 4 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความเร็วในการฟื้นตัวของกล้ามแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน
รีวิว โบท็อก (Botulinum toxin)
ฉีดโบท็อก แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง สามารถดูได้จากรีวิวคนไข้จริงของ Vincent Clinic ที่ได้รวบรวมส่วนหนึ่งมาไว้ให้ดูในบทความนี้แล้ว
สำหรับการฉีด Botulinum toxin ราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณยูนิตที่ใช้ จึงทำให้ราคาโบท็อกไม่เท่ากัน แต่ปกติแล้วโบท็อกราคาประมาณ 999 – 20,000 บาท แต่อาจราคาถูกหรือแพงกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละคลินิกในตอนนั้น
สามารถดูราคาโบท็อกเพิ่มเติมได้ที่ : โปรโมชั่นโบท็อก
โบท็อก ราคาเท่าไหร่?
สรุป
โบท็อก คืออีกหนึ่งทางเลือกในการลดเลือนริ้วรอย รอยยับ รอยพับ บนใบหน้าได้อย่างเห็นผล นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดกราม ลิฟกรอบหน้า รวมถึงลดเหงื่อ ลดน่อง ได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยแพทย์มากประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากใครที่อยากฉีดโบแต่ยังกังวลไม่แน่ใจว่าจะเลือกยี่ห้อไหน ตำแหน่งไหนต้องฉีดเท่าไหร่ แนะนำให้เข้ามาปรึกษากับทีมแพทย์ประสบการณ์สูงและเชี่ยวชาญเทคนิคการฉีดโบของ Vincent Clinic ได้เลย เพราะไม่ใช่เพียงแพทย์มากฝีมือเท่านั้น แต่ที่วินเซนต์คลินิกยังใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแท้ สามารถตรวจสอบได้ทุกรายการ เพื่อให้ทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยกลับไปเสมอ
ฉีดโบท็อกเจ็บไหม?
โดยปกติ การฉีดโบท็อกจะมีความเจ็บเล็กน้อยเหมือนถูกเข็มจิ้ม และบางคลินิกจะใช้ยาชาหรือประคบเย็นเพื่อลดความเจ็บ
ฉีดโบท็อกแล้วต้องฉีดซ้ำหรือไม่?
ผลของโบท็อกจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป หากต้องการรักษาผลลัพธ์ ต้องฉีดซ้ำทุก 3-6 เดือน
หากหยุดฉีดโบท็อกจะเป็นอย่างไร?
เมื่อหยุดฉีด ริ้วรอยหรือกล้ามเนื้อจะกลับมาเหมือนเดิม ไม่มีผลเสียถาวร แต่อาจรู้สึกว่าริ้วรอยเด่นขึ้นเนื่องจากเคยชินกับผิวที่เรียบเนียน
โบท็อกทำให้หน้าเล็กลงได้อย่างไร?
โบท็อกช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่น กรามหรือกล้ามเนื้อน่อง โดยการทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและหดเล็กลง จึงช่วยให้ใบหน้าดูเรียวเล็กลง
สามารถฉีดโบท็อกพร้อมกับฟิลเลอร์ได้ไหม?
โบท็อกและฟิลเลอร์สามารถใช้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าได้ครบถ้วน เช่น ลดริ้วรอยด้วยโบท็อก และเติมเต็มร่องลึกด้วยฟิลเลอร์
โบท็อกช่วยรักษาไมเกรนได้จริงไหม?
โบท็อกได้รับการรับรองในการรักษาไมเกรนเรื้อรัง โดยช่วยลดอาการปวดไมเกรนและความถี่ของการปวดไมเกรน
ฉีดโบท็อกในผู้สูงอายุได้ไหม?
สามารถฉีดได้หากสุขภาพโดยรวมไม่มีข้อจำกัด และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อหรือประสาท
ทำไมบางคนฉีดโบท็อกแล้วไม่เห็นผล?
โบท็อกได้รับการรับรองในการรักษาไมเกรนเรื้อรัง โดยช่วยลดอาการปวดไมเกรนและความถี่ของการปวดไมเกรน
ฉีดโบท็อกแล้วหน้าจะแข็งหรือดูไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่?
หากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจในโครงสร้างกล้ามเนื้อบนใบหน้า และเลือกตำแหน่งการฉีดที่เหมาะสม การใช้ปริมาณโบท็อกที่เหมาะสมในแต่ละจุดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ฉีดลึกเกินไปในกล้ามเนื้อหรือในบริเวณที่ไม่จำเป็น อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ใบหน้าดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติได้
โบท็อกสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
โดยทั่วไปการฉีดโบท็อกเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และเริ่มมีปัญหาริ้วรอย หรือมีความต้องการปรับรูปหน้าด้วยเหตุผลด้านความงาม
การฉีดโบท็อกที่ไม่ถูกต้องมีผลอย่างไร?
หากฉีดผิดตำแหน่ง อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น หนังตาตก ใบหน้าไม่สมมาตร หรือการขยับของกล้ามเนื้อผิดปกติ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่อาการจะกลับมาเป็นปกติ
โบท็อกที่ฉีดแล้วไหลได้จริงไหม?
โบท็อกสามารถเคลื่อนที่ได้ในช่วงแรกหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การนอนราบหรือกดนวดบริเวณที่ฉีดในช่วง 4-6 ชั่วโมงแรก
การฉีดโบท็อกในหน้าร้อนมีผลกระทบหรือไม่?
ไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนจัด เช่น ซาวน่า หรือออกกำลังกายหนักในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
โบท็อก กับ โบทูลินั่ม ท็อกซิน ต่างกันอย่างไร
โบทูลินั่ม ท็อกซิน คือชื่อของสารออกฤทธิ์ที่ใช้ฉีดเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่วน โบท็อก เป็นชื่อทางการค้าของ Allergan ที่มีสารโบทูลินั่ม ท็อกซินเป็นส่วนประกอบ แต่เหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า “โบท็อก” เป็นเพราะแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนชื่อแบรนด์กลายเป็นคำเรียกแทน Botulinum toxin