ฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ร่องลึก ใช้กี่ CC ยี่ห้อไหนดี ราคาเท่าไร 2026
ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหนึ่งในหัตถการที่หลายคนสนใจเมื่อต้องการดูแลปัญหาบริเวณรอบดวงตา แต่ก่อนตัดสินใจฉีดควรทำความเข้าใจทั้งลักษณะปัญหาที่เหมาะกับการรักษา ปริมาณที่ใช้ การเลือกรุ่นฟิลเลอร์ รวมถึงผลลัพธ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น บทความนี้ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความรู้จักฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างละเอียด ตั้งแต่ช่วยอะไร เหมาะกับใคร ใช้กี่ CC ยี่ห้อไหนดี บวมกี่วัน อยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงวิธีเลือกคลินิกให้ได้มาตรฐาน
อยากรู้เรื่องอะไร? คลิกที่หัวข้อได้เลย!
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร?
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือ การฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ ฟิลเลอร์ เข้าไปบริเวณใต้ตา เพื่อทดแทนโครงสร้างผิวและเนื้อเยื่อที่ยุบตัวลงตามอายุ หรือเพื่อแก้ไขโครงสร้างเบ้าตาที่ลึกมาตั้งแต่กำเนิด โดยตัวยาจะเข้าไปทำหน้าที่เติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้น ปรับผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ ช่วยพรางถุงใต้ตา และลดริ้วรอยรอบดวงตา
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
เมื่ออายุมากขึ้นโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อบริเวณใต้ตาจะเริ่มเกิดการยุบ ทำให้หน้าดูโทรม ดูเหนื่อยล้า และดูมีอายุกว่าวัย ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ บริเวณใต้ตาได้ดังนี้
- แก้ปัญหาเบ้าตาลึก ตาโหล และร่องน้ำตาชัด เมื่อกระดูกใต้ตายุบตัวลงจะทำให้เกิดเป็นหลุมลึกหรือร่องน้ำตาที่เห็นได้ชัดขึ้น ใบหน้าจึงดูไม่สดใส เมื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตัวฟิลเลอร์จะเข้าไปทดแทนกระดูกที่ยุบตัวลง ช่วยดันผิวบริเวณเบ้าตา และร่องน้ำตาให้ตื้นขึ้น
- แก้ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำเป็นแพนด้า การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำได้ แต่ต้องเป็นใต้ตาคล้ำที่เกิดจาก เงาดำที่ตกกระทบจากเบ้าตาที่ลึก และความคล้ำจากเส้นเลือดเนื่องจากผิวใต้ตาบาง ซึ่งเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปแล้วจะลบเงาที่เกิดจากร่องลึก และทำให้ผิวไม่ใกล้กับเส้นเลือดจนเกินไป ขอบตาที่เคยดำคล้ำจึงดูสว่างและกระจ่างใสขึ้น
- แก้ปัญหาถุงใต้ตา และความหย่อนคล้อย ปัญหาถุงใต้ตาเกิดจากกระดูกเบ้าตาและเส้นเอ็นพยุงผิวที่เสื่อมสภาพลง ดังนั้นจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเข้าไปพยุงกระดูก และเส้นเอ็นในชั้นโครงสร้างผิวก่อนที่จะเติมฟิลเลอร์ที่ผิวชั้นบนเพื่อให้ถุงใต้ตาเรียบเนียน
- แก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตา และรอยเหี่ยวย่น ผิวบริเวณรอบดวงตาที่สูญเสียความชุ่มชื้นและคอลลาเจน จะเกิดเป็นรอยยับหรือรอยย่นเล็กๆ ที่ทำให้หน้าดูมีอายุ การฉีดฟิลเลอร์โมเลกุลเล็กเนื้อละเอียดจะเข้าไปช่วยเติมเต็มริ้วรอยใต้ตาตื้น ๆ ทำให้ผิวใต้ตากลับมาเต่งตึง อิ่มฟู และเรียบเนียนขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยแก้ใต้ตาดำได้จริงไหม?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถช่วยแก้ปัญหาใต้ตาดำคล้ำได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำได้ทุกแบบ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยปรับให้ใต้ตากลับมาสว่าง ลดความหมองคล้ำได้ หากใต้ตาคล้ำจาก 2 สาเหตุนี้
- ใต้ตาคล้ำจากเงาตกกระทบ เมื่อร่องน้ำตาหรือกระดูกเบ้าตาที่ทรุดตัวลึกลงไปจะทำให้เกิดเงาดำตกกระทบบริเวณใต้ตา หลังจากฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเข้าไปหนุนร่องลึกให้เต็มและตื้นขึ้น เงาดำบริเวณนั้นก็จะหายไป ทำให้ใต้ตาดูสว่างขึ้นทันที
- ใต้ตาคล้ำจากผิวใต้ตาบาง หากผิวใต้ตาบางมากจนเผยให้เห็นโครงสร้างเส้นเลือด หรือกล้ามเนื้อสีเข้มด้านล่างอย่างชัดเจนก็จะทำให้ใต้ตาดูดำคล้ำ ซึ่งการเติมฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเพิ่มระยะห่างระหว่างผิวหนังชั้นบนกับเส้นเลือดด้านล่าง จึงให้รอยคล้ำจางลงได้
ส่วนคนที่มีปัญหาใต้ตาดำจากเม็ดสีผิวเข้ม กรรมพันธุ์ โรคภูมิแพ้ หรือพักผ่อนน้อย การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเนื้อฟิลเลอร์ไม่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนเม็ดสีผิว แต่ถ้ามีปัญหาเบ้าตาลึกร่วมกับภูมิแพ้ การฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับให้ผิวใต้ตาตื้นขึ้นสามารถช่วยให้ใต้ตาดูสดใสขึ้นได้บ้าง
เติมฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร
ปัญหาร่องลึก ใต้ตาคล้ำ และถุงใต้ตาอาจมีลักษณะคล้ายกัน แต่เกิดจากคนละสาเหตุ การเติมฟิลเลอร์ใต้ตาจึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน แพทย์ต้องประเมินทั้งร่องน้ำตา กระดูกเบ้าตา ไขมันใต้ตา ความหย่อนคล้อย และโครงสร้างหน้าแก้มก่อนวางแผนฉีด โดยผู้ที่เหมาะไม่เหมาะมีดังนี้
ใครเหมาะกับการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา
- ผู้ที่มีร่องน้ำตาลึก เบ้าตาลึก หรือตาโหลจากโครงสร้างเดิม รวมถึงการยุบตัวของกระดูกและเนื้อเยื่อตามอายุ
- ผู้ที่มีใต้ตาดำจากเงาของร่องลึก เมื่อเติมร่องให้ตื้นขึ้น เงาบริเวณใต้ตาจะลดลงและทำให้ใบหน้าดูสดใสมากขึ้น
- ผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดเล็กถึงปานกลางร่วมกับร่องใต้ตา ฟิลเลอร์สามารถเติมบริเวณรอยต่อระหว่างถุงใต้ตากับหน้าแก้ม เพื่อช่วยพรางให้ผิวดูเรียบเสมอกัน
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นหรือผิวใต้ตาดูไม่เรียบ โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ฟิลเลอร์เนื้อละเอียดเก็บรายละเอียดตามความเหมาะสม
- ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาใต้ตาโดยไม่ผ่าตัด ฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังฉีด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น
ใครไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- ผู้ที่มีถุงไขมันใต้ตาขนาดใหญ่หรือหนังใต้ตาหย่อนมาก เพราะฟิลเลอร์ไม่สามารถกำจัดไขมันหรือตัดผิวส่วนเกินออกได้ หากฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอาจทำให้ถุงใต้ตาใหญ่ขึ้นได้
- ผู้ที่มีใต้ตาคล้ำจากเม็ดสี ภูมิแพ้ การขยี้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่ช่วยให้สีผิวที่คล้ำจางลง จึงควรดูแลสาเหตุร่วมกับการทำหัตถการด้านผิว
- ผู้ที่มีอาการบวมหรือมีของเหลวคั่งบริเวณใต้ตา เนื่องจากฟิลเลอร์บางรุ่นมีคุณสมบัติอุ้มน้ำและอาจทำให้ใต้ตาดูบวมมากขึ้น
- ผู้ที่มีริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อหรือผิวหย่อนคล้อยมาก อาจเหมาะกับโบท็อก เครื่องยกกระชับ เลเซอร์ หรือโปรแกรมฟื้นฟูผิวมากกว่าการเติมวอลลุ่ม
- ผู้ที่มีการติดเชื้อ แผล หรือการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าอาการจะหาย ส่วนผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว ใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือเคยแพ้ส่วนประกอบของฟิลเลอร์ ต้องแจ้งแพทย์เพื่อประเมินก่อนทุกครั้ง
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ปัญหาใต้ตาได้อย่างไร?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้ได้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียน เป็นธรรมชาติ และปลอดภัย ไม่ใช่เพียงการฉีดถมไปที่ร่องลึก แต่ต้องมีความรู้และเข้าใจโครงสร้างบริเวณใต้ตา โดยมีขั้นตอนและวิธีการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาดังนี้
- การประเมินโครงสร้างหน้าแก้ม ก่อนฉีดใต้ตาแพทย์จะวิเคราะห์กระดูกหน้าแก้มก่อนเสมอ หากหน้าแก้มทรุดและเส้นเอ็นหย่อนคล้อย จะต้องใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งฉีดหนุนเพื่อสร้างฐานค้ำยันให้แข็งแรงก่อน จากนั้นจึงใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มเก็บรายละเอียดบริเวณร่องใต้ตา หากฉีดแค่ใต้ตาจะทำให้ฟิลเลอร์ไหลย้อยเป็นก้อนได้
- ฉีดฟิลเลอร์ในชั้นผิวที่ถูกต้อง การแก้ร่องลึกใต้ตาต้องฉีดฟิลเลอร์ลงในชั้นลึกใต้กล้ามเนื้อ หรือระดับติดกระดูก เพื่อพยุงเส้นเอ็นที่อ่อนแรงให้ยกตัวขึ้น หากฉีดในชั้นตื้นเกินไปใน เช่น ชั้นผิวหนังจะทำให้เกิดก้อนนูนและมองเห็นเนื้อฟิลเลอร์สะท้อนแสงเป็นสีฟ้าอมม่วงหรือที่เรียกว่า Tyndall Effect ได้
- ใช้เทคนิคเข็มทู่ บริเวณรอบดวงตามีเส้นเลือดสำคัญจำนวนมาก การใช้เข็มทู่ที่มีปลายโค้งมน ไม่แหลมคม เมื่อเข็มทู่สัมผัสเส้นเลือดจะไม่แทงทะลุ จะช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดอุดตัน อาการบวมช้ำ และช่วยให้เจ็บน้อยลง
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่อันตราย มีความปลอดภัยหากฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้ฟิลเลอร์แท้ที่สลายได้ 100% แต่เนื่องจากใต้ตาเป็นบริเวณที่บอบบางและมีเส้นเลือดสำคัญอยู่เยอะ หากแพทย์ไม่มีประสบการณ์อาจเกิดความเสี่ยงที่เข็มจะไปแทงทะลุเส้นเลือด ทำให้เกิดรอยช้ำ หรือฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดจนส่งผลต่อการมองเห็นได้
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือสารเหลวที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ใต้ตาอักเสบ ติดเชื้อ เป็นก้อนแข็ง และไม่สามารถ ฉีดสลายฟิลเลอร์ ได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรเลือกคลินิกให้ดีก่อนฉีด และถ้าหากคลินิกเลือกใช้เทคนิคการฉีดด้วยเข็มทู่ก็จะช่วยป้องกันปัญหาฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดและลดอาการบวมช้ำหลังฉีดได้ หากหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วรู้สึกปวดรุนแรงขึ้น ผิวซีดหรือสีม่วงผิดปกติ หรือการมองเห็นเปลี่ยนไป เห็นไม่ชัดเจน ควรรีบติดต่อพบแพทย์ทันทีเนื่องจากเป็นอาการที่ผิดปกติ
ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อนเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร
ปัญหาหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน นูนแข็ง หรือดูไม่เรียบเนียน เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยแต่สามารถแก้ไขให้กลับมาสวยงามได้ โดยมักเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้
- เทคนิคและเนื้อไม่เหมาะสม การเลือกรุ่นฟิลเลอร์เนื้อแข็งไปฉีดในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป การฉีดในปริมาณที่มากเกินพอดี (Overfilled) หรือเกิดจากการวางตำแหน่งยาผิดพลาดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์น้อย ทำให้เกิดเป็นก้อนนูนหรือมีเงาสีฟ้าใต้ผิว (Tyndall Effect)
- ใช้ฟิลเลอร์ปลอม สารแปลกปลอมหรือซิลิโคนเหลวจะไม่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะต่อต้านจนจับตัวเป็นก้อนแข็งและไหลย้อย
ส่วนวิธีแก้ไขนั้นหากฟิลเลอร์ที่ฉีดใต้ตาเป็นฟิลเลอร์แท้สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ โดยฟิลเลอร์ใต้ตาจะค่อย ๆ ยุบ ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และบางเคสอาจจะต้องมาฉีดซ้ำหลายครั้ง ส่วนถ้าเป็นฟิลเลอร์ปลอมจะไม่สามารถฉีดสลายได้ จะต้องขูดหรือผ่าออกเท่านั้น
สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อน
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้กี่ CC?
ปริมาณการใช้ฟิลเลอร์ใต้ตาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน เนื่องจากต้องดูระดับความลึกของกระดูกเบ้าตา และปัญหาความหย่อนคล้อย โดยทั่วไปหากมีเพียงปัญหาริ้วรอยใต้ตาเล็กน้อยจะใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1 – 2 CC/2 ข้าง ก็เพียงพอ แต่สำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้น มีปัญหาเบ้าตาโหลลึก ถุงใต้ตาชัดเจน หรือกระดูกหน้าแก้มยุบตัวมาก อาจต้องใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 2 – 4 CC หรือใช้เทคนิคเติมฟิลเลอร์พยุงโครงสร้างหน้าแก้มร่วมด้วย
เลือกฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้เรียบเนียนเป็นธรรมชาติต้องเลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์ให้ตรงกับปัญหา โดย ยี่ห้อฟิลเลอร์ ในปัจจุบันมีหลายแบรนด์ ซึ่งแพทย์ผู้มีประสบการณ์จะประเมินและเลือกรุ่นที่เหมาะสมตามระดับชั้นผิว โดยการเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ใต้ตาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักดังนี้
ฟิลเลอร์สำหรับฉีดใต้ตาชั้นลึก
การแก้ปัญหาเบ้าตาโหลหรือถุงใต้ตาหย่อนคล้อย ต้องอาศัยฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่มีความยืดหยุ่นและคงตัวสูง เพื่อทำหน้าที่พยุงโครงสร้างเส้นเอ็นและทดแทนมวลกระดูกที่ยุบตัว โดยมียี่ห้อดังนี้
- ฟิลเลอร์ Juvederm เป็นฟิลเลอร์จากอเมริกาที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Vycross และ Hylacross ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Allergan ช่วยให้เนื้อเจลเชื่อมพันธะได้แน่นหนา สลายช้า และทนต่อการขยับใบหน้าได้ดีเยี่ยม ซึ่งรุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นลึกมีดังนี้
- Juvederm Volift เนื้อละเอียดและเนียน ใช้เติมไขมันใต้ตาชั้นลึก เหมาะกับคนเบ้าตาลึกโบ๋ ลดการเกิดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อน อยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน
- Juvederm Volux เนื้อแข็ง ยืดหยุ่นและคงตัวสูงมาก สำหรับฉีดเสริมกระดูกใต้ตาชั้นลึก อยู่ได้นานประมาณ 18 – 24 เดือน
- Juvederm Voluma เนื้อแข็ง ฟูปานกลาง ใช้ปรับฐานกระดูกหน้าแก้มหรือไขมันชั้นลึกเพื่อพยุงใต้ตา ยกกระชับได้ดี อยู่ได้นานประมาณ 18 – 24 เดือน
- ฟิลเลอร์ Restylane เป็นฟิลเลอร์จากสวีเดนที่ใช้เทคโนโลยี NASHA และ OBT ผลิตเม็ดฟิลเลอร์ให้มีความหลากหลาย เพื่อการยกกระชับและปรับรูปทรงโครงสร้างใต้ตาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งรุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นลึกมีดังนี้
- Restylane Classic เนื้อแข็งปานกลาง เก็บรายละเอียดใต้ตาชั้นลึกสำหรับคนผิวบาง ช่วยยกกระชับและไม่เป็นก้อน อยู่ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน
- Restylane Lyft เนื้อแข็ง คงตัวสูง ไม่ฟู คงรูปดีที่สุด เหมาะสำหรับฉีดปรับฐานหน้าแก้มและใต้ตาชั้นลึก อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน
- Restylane Defyne เนื้อเจลแข็งปานกลาง ยืดหยุ่นและอุ้มน้ำได้ดี กลืนกับผิวได้ดีกว่ารุ่น Lyft เหมาะสำหรับแก้ปัญหาใต้ตาชั้นลึก อยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน
- Restylane Volyme เน้นการเติมเต็มใต้ตาชั้นลึก ช่วยพยุงโครงสร้าง แต่ไม่ได้เน้นการยกกระชับ อยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน
- ฟิลเลอร์ Neuramis เป็นฟิลเลอร์จากประเทศเกาหลีใต้ อีกหนึ่งยี่ห้อนิยมที่โดดเด่นเรื่องการขึ้นทรงและการเติมเต็มโครงสร้างผิวชั้นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นลึกมีดังนี้
- Neuramis Deep เนื้อเจลแข็งปานกลาง เติมเต็มร่องลึกได้ดี เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นลึกเพื่อทดแทนไขมันที่ฝ่อตัวลง อยู่ได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน
- Neuramis Volume เนื้อแข็งและคงตัวสูงมาก เหมาะสำหรับฉีดเสริมกระดูกและพยุงโครงสร้างหน้าแก้มเพื่อแก้ปัญหาถุงใต้ตาหย่อนคล้อย อยู่ได้นานประมาณ 12 – 24 เดือน
- ฟิลเลอร์ Biohyalux เป็นฟิลเลอร์จากที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์การซ่อมแซมโครงสร้างผิวและเพิ่มวอลลุ่มบริเวณร่องลึกบนใบหน้า ซึ่งรุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นลึกมีดังนี้
- Biohyalux Deep Dermis เหมาะกับการฉีดในผิวชั้นลึก ช่วยยกกระชับและเพิ่มวอลลุ่มบริเวณใต้ตาและหน้าแก้มที่ยุบตัว อยู่ได้นานประมาณ 9 – 12 เดือน
- Biohyalux Derm Lines ใช้ฉีดผิวชั้นลึก เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องลึกใต้ตาให้ดูตื้นและเรียบเนียนขึ้น อยู่ได้นานประมาณ 9 – 12 เดือน
ฟิลเลอร์สำหรับฉีดใต้ตาชั้นตื้น
ผิวหนังใต้ตาชั้นตื้นมีความบอบบางและเกิดก้อนได้ง่ายที่สุด จึงต้องใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มที่มีความละเอียดสูง อุ้มน้ำน้อย เพื่อเกลี่ยให้กลืนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยยี่ห้อที่เหมาะสำหรับฉีดชั้นตื้นได้แก่รุ่นที่เหมาะสมได้แก่
- ฟิลเลอร์ Juvederm จะมีเนื้อนุ่มละเอียดที่ออกแบบมาเพื่อกลืนเข้ากับผิวชั้นตื้นใต้ตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ทิ้งคราบหรือก้อนแข็ง โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นตื้นมีดังนี้
- Skinvive by Juvederm เนื้อละเอียดและบางเบา ใช้เติมใต้ตาชั้นตื้น เป็นฟิลเลอร์งานผิว เหมาะกับคนผิวบางเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยเส้นเล็กๆ อยู่ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน
- Juvederm Vobella เนื้อเนียนละเอียด ใช้เติมตามแนวเส้นเอ็นเพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอยใต้ตา สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการเป็นก้อน อยู่ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน
- ฟิลเลอร์ Restylane มีรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อผิวใต้ตาที่บอบบางโดยเฉพาะ ช่วยเติมความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอยอย่างอ่อนโยน โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นตื้นมีดังนี้
- Restylane Vital Light เนื้อเจลเบาบางและละเอียดที่สุด กระจายตัวได้ดี ไม่จับเป็นก้อน เหมาะสำหรับเติมชั้นไขมันใต้ตาตื้นในเคสที่ผิวบางมาก อยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน
- Restylane Vital เนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียดผิวใต้ตาชั้นตื้น ให้ผลลัพธ์เรียบเนียน อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน
- ฟิลเลอร์ Biohyalux มีรุ่นเนื้อละเอียดบางเบาที่พัฒนามาเพื่อจัดการปัญหาริ้วรอยตื้นๆ รอบดวงตาได้อย่างปลอดภัย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาชั้นตื้นมีดังนี้
- Biohyalux Fine Lines ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มบางเบา เหมาะสำหรับการฉีดใต้ตาชั้นตื้นเพื่อลดริ้วรอยเล็กๆ และรอยพับร่องน้ำตา อยู่ได้นานประมาณ 6 – 9 เดือน
เติมฟิลเลอร์ใต้ตาต่างจากวิธีแก้ปัญหาใต้ตาแบบอื่นอย่างไร
การแก้ไขปัญหาใต้ตามีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป โดยสามารถเปรียบเทียบฟิลเลอร์ใต้ตากับวิธีอื่นๆ ได้ดังนี้
ฟิลเลอร์ใต้ตา VS ฉีดไขมันใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นการใช้สารไฮยาลูรอนิกแอซิดที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับผิวธรรมชาติ สามารถสลายเองได้ 100% เห็นผลทันทีหลังทำ และหากไม่พอใจสามารถฉีดสลายได้ ส่วนการฉีดไขมันใต้ตาต้องมีการดูดไขมันจากส่วนอื่นในร่างกายมาสกัดและฉีดกลับเข้าไป ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า ต้องรอให้ไขมันที่ฉีดเข้าไป “ติด” หรือรอดชีวิตในบริเวณที่ฉีดก่อนจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่คงที่ และหากไขมันติดไม่สม่ำเสมออาจทำให้ใต้ตาดูเป็นก้อนคลื่นที่แก้ไขได้ยากกว่าฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ใต้ตา VS สารกระตุ้นคอลลาเจน
ฟิลเลอร์ใต้ตาเน้นการเติมเต็มวอลลุ่มในส่วนที่ขาดหายไปทันที เช่น เบ้าตาที่โหลลึกหรือกระดูกที่ยุบตัว ในขณะที่สารกระตุ้นคอลลาเจนจะเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในโดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นใน 1 – 3 เดือน ซึ่งจะช่วยเรื่องความยืดหยุ่น ความแน่นของผิว และริ้วรอยเล็กๆ ได้ดี แต่ไม่สามารถทดแทนการเติมเต็มร่องลึกได้ชัดเจนเท่าฟิลเลอร์ในทันที หากต้องการเห็นผลลัพธ์ใต้ตาที่ดี และช่วยกระตุ้นคอลลาเจนด้วยสามารถฉีดทั้ง 2 ตัวควบคู่กันได้
ฟิลเลอร์ใต้ตา VS การทาครีมบำรุง
การทาครีมบำรุงรอบดวงตาเป็นการดูแลผิวในระดับชั้นกำพร้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและชะลอการเกิดริ้วรอยจางๆ ได้ในระยะยาว แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างใต้ตาที่ยุบตัวหรือไขมันฝ่อตัวลงได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ใต้ตาดูโหลลึกและมีเงาดำ ดังนั้นการทาครีมจึงเป็นการดูแลผิวชั้นนอกควบคู่ไปกับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อผลลัพธ์ที่ดี
การเตรียมตัวและวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ลดอาการบวมช้ำ และป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังทำหัตถการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก โดยมีวิธีเตรียมตัว และดูแลดังนี้
วิธีเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรงดรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดจากแปะก๊วย ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยฟกช้ำหรือเลือดออกมากผิดปกติระหว่างทำ หากเป็นยาที่แพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาและแพทย์ผู้ฉีดก่อน
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดมากขึ้น
- แจ้งประวัติอย่างละเอียด หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา เคยผ่าตัดศัลยกรรมรอบดวงตา หรือเคยฉีดสารแปลกปลอมบริเวณใต้ตามาก่อน ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งเพื่อประเมินความปลอดภัยและวางแผนการรักษา
- พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้สนิทและเตรียมร่างกายให้พร้อม หากเป็นไปได้ควรงดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตาในวันที่เข้ารับการรักษา
วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- หลีกเลี่ยงการแตะ เกา หรือนวดคลึงบริเวณที่ฉีด ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเนื้อเจลฟิลเลอร์ยังไม่เซ็ตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อผิวอย่างสมบูรณ์ การกดทับหรือนวดแรงๆ อาจทำให้ตัวยาเคลื่อนย้ายตำแหน่ง ผิดรูป หรือจับตัวเป็นก้อนได้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ สารไฮยาลูรอนิกแอซิดมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ การดื่มน้ำวันละ 2 – 3 ลิตร หรือให้พอเหมาะกับความต้องการจะช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูสวย อิ่มน้ำ และดูเรียบเนียนกลืนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- งดกิจกรรมที่สัมผัสความร้อนสูง ควรหลีกเลี่ยงการอบซาวน่า โยคะร้อน หรือการทำเลเซอร์ที่มีความร้อนสูงบริเวณใบหน้าอย่างน้อย 14 วัน เพราะความร้อนอาจส่งผลต่อการเซ็ตตัวของเนื้อฟิลเลอร์และทำให้อาการบวมยุบช้าลง
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารหมักดอง ในช่วง 3 – 7 วันแรกควรหลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง และแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการอักเสบและช่วยให้รอยเข็มหายสนิทได้ไวขึ้น
- ประคบเย็น หากมีอาการบวมหรือรอยช้ำบริเวณรอยเข็ม สามารถใช้เจลประคบเย็นประคบเบาๆ รอบดวงตาได้ แต่ห้ามกดน้ำหนักลงบนผิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์โดยตรงเด็ดขาด
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาบวมกี่วัน กี่วันเห็นผล
หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะเห็นว่าร่องลึกดูตื้นขึ้นทันที แต่อาจมีอาการบวม แดง หรือรอยเขียวช้ำบริเวณรอยเข็ม โดยอาการบวมมักเห็นชัดในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรก และจะค่อย ๆ ลดลงภายในประมาณ 3 – 7 วัน ส่วนฟิลเลอร์จะเริ่มนิ่มและกลืนกับเนื้อเยื่อมากขึ้นจนเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 7 – 14 วัน จึงควรรอประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนประเมินรูปทรง หากยังบวมมากขึ้น ปวดรุนแรง ผิวซีดหรือมีสีคล้ำผิดปกติ หรือการมองเห็นเปลี่ยนไป ควรติดต่อคลินิกและพบแพทย์ทันที
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน
ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน โดยระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับรุ่นฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เนื้อฟิลเลอร์ ถ้าฉีดฟิลเลอร์เนื้อแข็งสำหรับชั้นลึกจะอยู่ได้นานกว่าเนื้อนิ่มสำหรับชั้นตื้น อัตราการเผาผลาญของร่างกาย รวมถึงการดูแลตัวเองของแต่ละคนหากดูแลอย่างถูกวิธีฟิลเลอร์อาจอยู่ได้นานมากขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาเท่าไร
ราคาการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะแตกต่างกันไปโดยขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ รุ่นฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีด ประสบการณ์ของแพทย์ และโปรโมชั่นของแต่ละคลินิกในตอนนั้น โดยปกติแล้วฟิลเลอร์ใต้ตาราคาประมาณ 4000 – 20000 บาท/cc ส่วนราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ Vincent Clinic มีดังนี้
- Skinvive by Juvederm ราคา 10,999 บาท/cc
- Juvederm Volift ราคา 11,999 บาท/cc
- Juvederm Voluma ราคา 12,999 บาท/cc
สามารถดูราคาเพิ่มเติมได้ที่ : โปรโมชั่น Juvederm
- Restylane Vital Light ราคา 9,999 บาท/cc
- Restylane Classic ราคา 11,999 บาท/cc
- Restylane Lyft ราคา 11,999 บาท/cc
- Restylane Defyne ราคา 13,999 บาท/cc
- Restylane Volyme ราคา 13,999 บาท/cc
สามารถดูราคาเพิ่มเติมได้ที่ : โปรโมชั่น Restylane
- Neuramis Deep ราคา 3,999 บาท/cc
- Neuramis Volume ราคา 4,999 บาท/cc
สามารถดูราคาเพิ่มเติมได้ที่ : โปรโมชั่น Neuramis
- Biohyalux Fine Lines ราคา 4,999 บาท/cc
- Biohyalux Derm Lines ราคา 4,999 บาท/cc
- Biohyalux Deep Dermis ราคา 4,999 บาท/cc
สามารถดูราคาเพิ่มเติมได้ที่ : โปรโมชั่น Biohyalux
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี?
บริเวณใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบางและมีโครงสร้างซับซ้อน การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของแพทย์และมาตรฐานการรักษามากกว่าพิจารณาจากความนิยมหรือราคาเพียงอย่างเดียว โดยแพทย์ต้องสามารถประเมินร่องน้ำตา ถุงใต้ตา ความบางของผิว และโครงสร้างหน้าแก้ม เพื่อวางแผนฉีดให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ปลอดภัย และไม่เกิดปัญหาฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อนในภายหลัง โดยมีวิธีเลือกว่าจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ดังนี้
- คลินิกได้มาตรฐานและมีใบอนุญาตถูกต้อง สถานพยาบาลต้องมีความสะอาด ปลอดภัย เครื่องมือครบครัน และต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลให้เห็นอย่างชัดเจน
- ดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านฟิลเลอร์ใต้ตา แพทย์ควรประเมินสาเหตุของปัญหาใต้ตา เลือกรุ่นและปริมาณฟิลเลอร์ รวมถึงวางตัวยาในชั้นผิวที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนและช่วยลดโอกาสบวมช้ำ เป็นก้อน หรือเกิด Tyndall Effect โดยอาจเลือกใช้เข็มทู่หรือเข็มแหลมตามโครงสร้างและเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละเคส
- ใช้ฟิลเลอร์แท้ตรวจสอบได้ คลินิกต้องใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย โดยแพทย์ต้องแกะกล่องและหลอดยาใหม่ให้ดูต่อหน้า สามารถให้กล่องกลับบ้าน และสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบกับบริษัทผู้นำเข้าได้
- มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ควรพิจารณาจากภาพและวิดีโอรีวิวของผู้ที่เคยทำจริง ทั้งรีวิวหลังทำทันทีและรีวิวหลังทำไปแล้วหลายเดือน เพื่อดูว่าผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและไม่มีปัญหาการไหลย้อย
- มีการติดตามผลหลังการรักษา คลินิกที่ดีควรมีระบบการดูแลหลังทำ ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และมีการนัดหมายติดตามอาการเพื่อประเมินผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด
ที่ Vincent Clinic แพทย์จะประเมินปัญหาใต้ตาและโครงสร้างหน้าแก้มก่อนวางแผนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา พร้อมเลือกรุ่น ชั้นผิว และปริมาณฟิลเลอร์ให้เหมาะกับแต่ละคน โดยใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย สามารถตรวจสอบกล่อง เลขล็อต และข้อมูลผู้นำเข้าได้
อ่านบทความเพิ่มเติม: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี
สรุป
ฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยเติมร่องลึก เบ้าตาโหล และพรางเงาคล้ำจากโครงสร้างกระดูกที่ยุบตัวทำให้ตาใต้ดูลึกได้ โดยต้องเลือกรุ่น ปริมาณ และชั้นผิวให้เหมาะกับแต่ละคน หลังฉีดสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่จะมีอาการบวมเล็กน้อยและจะค่อย ๆ เข้าที่ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ก่อนฉีดควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ประเมินโครงสร้างใต้ตา ใช้ฟิลเลอร์แท้ตรวจสอบได้ และมีการติดตามผลหลังทำ โดย Vincent Clinic Aesthetic จะวางแผนการฉีดให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ใต้ตา (FAQ)
- Q: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา นอนตะแคงได้ไหม?
ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ควรงดการนอนตะแคงและควรนอนหงายโดยใช้หมอนหนุนสูงกว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงแรกเนื้อฟิลเลอร์ยังไม่เซ็ตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อผิวอย่างสมบูรณ์ การนอนตะแคงอาจทำให้เกิดแรงกดทับบริเวณใต้ตา และอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตำแหน่งหรือผิดรูปได้ หลังจากผ่านไป 1 – 2 สัปดาห์เมื่อฟิลเลอร์เซ็ตตัวแล้ว สามารถกลับมานอนตะแคงได้ตามปกติ
- Q: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เจ็บไหม?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บน้อยมาก เพราะก่อนฉีดจะมีการแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 – 45 นาที และฉีดยาชาเพิ่มด้วย อีกทั้งในปัจจุบันฟิลเลอร์เกือบทุกยี่ห้อจะมีส่วนผสมของยาชา ทำให้ระหว่างฉีดจะรู้สึกตึงหรือหน่วงเล็กน้อยเท่านั้น
- Q: หลังฉีดฟิลเลอร์แต่งหน้าได้เลยไหม?
แนะนำให้งดแต่งหน้าอย่างน้อย 12 – 24 ชั่วโมงหลังฉีด ควรรอให้รอยเข็มปิดสนิทก่อนเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าไปในรอยเข็ม ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการอักเสบหรือติดเชื้อได้ หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้ว สามารถแต่งหน้าและทาครีมบำรุงได้ตามปกติ แต่ไม่ควรกดหรือขยี้แรง ๆ
- Q: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ตาบอดได้จริงไหม
ตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากเทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้อง ฉีดโดนเส้นเลือดจนทำให้เนื้อฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มักเกิดจากการใช้เข็มแหลมฉีดในตำแหน่งที่มีเส้นเลือดหนาแน่นหรือการใช้แรงดันในการฉีดที่มากเกินไป
- Q: ผู้ชายฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้ไหม?
ผู้ชายสามารถฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้ โดยเหมาะกับผู้ที่มีร่องน้ำตาลึก เบ้าตาโหล หรือเงาคล้ำจากโครงสร้างจนทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า แพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้าและเลือกปริมาณฟิลเลอร์ให้พอดี เพื่อให้ใต้ตาดูเรียบขึ้นโดยยังคงสัดส่วนและลักษณะใบหน้าที่เป็นธรรมชาติ























