วิตามินบี2 คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร อาการขาด Vitamin B2 เป็นอย่างไร

ทีมแพทย์ Vincent Clinic
แชร์ :
วิตามินบี2 คืออะไร

Key Takeaways

  • วิตามินบี2 หรือ Riboflavin เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างพลังงานและการทำงานของเซลล์ในร่างกาย
  • การรับประทานวิตามินบี 2 จะช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันจากอาหารให้เป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้
  • แหล่งวิตามินบี2 สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น ตับ ไต เนื้อสัตว์ นม โยเกิร์ต ไข่ ผักโขม เห็ด ถั่ว และธัญพืช
  • ภาวะขาดวิตามินบี 2 อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติกับร่างกายได้หลายอย่าง เช่น มุมปากแตก ลิ้นอักเสบ เจ็บคอ ผิวหนังอักเสบ ตาแดง หรือน้ำตาไหลง่าย
  • ปริมาณวิตามินบี2 ในแต่ละวันที่ควรได้รับ แบ่งออกเป็น ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไปควรได้รับประมาณ 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงควรได้รับประมาณ 1.1 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี2 เป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญต่อระบบสร้างพลังงานให้ร่างกาย การเจริญเติบโต และการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ หากได้รับไม่เพียงพออาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในระยะยาว Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของวิตามินบี2ว่ามีอะไรบ้าง สำคัญต่อร่างกายอย่างไร สามารถรับเพิ่มเติมได้จากวิธีการใด ควรได้รับปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับ Vitamin B2 ไม่เพียงพอ ในบทความนี้มีคำตอบ

วิตามินบี 2 คืออะไร

วิตามินบี 2 หรือที่เรียกว่า Riboflavin คือ วิตามินในกลุ่ม วิตามินบี ที่ละลายในน้ำ มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันจากอาหารให้เป็นพลังงาน รวมถึงมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต การทำงานของเซลล์ และกระบวนการเผาผลาญต่าง ๆ ภายในร่างกาย สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้จากแบคทีเรียในลำไส้แต่ปริมาณที่ได้มีน้อยเกินไป จึงต้องรับจากอาหารเป็นหลัก

วิตามินบี 2 ช่วยอะไร

วิตามินบี 2 ช่วยอะไร

วิตามินบี 2 ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวันให้เป็นพลังงาน พร้อมมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ในร่างกาย จึงสามารถช่วยในเรื่องต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันจากอาหารให้เป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้ 
  • มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การพัฒนา และการทำงานของเซลล์ในร่างกาย
  • ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ลดโอกาสเกิดปัญหาผิวให้น้อยลง
  • ป้องกันโรคโลหิตจาง เสริมประสิทธิภาพให้กับกระบวนการสร้างและการทำงานของเม็ดเลือดแดง 
  • ช่วยในการเผาผลาญไขมัน รวมถึงสารบางชนิดในร่างกาย
  • ป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวข้องกับดวงตา
  • เสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแรงขึ้น
  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทให้ดีขึ้น

วิตามินบี 2 มีอะไรบ้าง พบในอาหารอะไร

สำหรับวิตามิน B2 สามารถพบได้จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และพืชบางชนิด ซึ่งแต่ละประเภทให้ปริมาณที่ไม่เท่ากัน แนะนำให้รับประทานอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและ วิตามิน เพียงพอในแต่ละวัน โดยมีรายละเอียดของแหล่งที่พบวิตามินบี2 ดังนี้

  • Vitamin B2 จากเนื้อสัตว์ สามารถพบได้ในตับ ไต เนื้อวัว เนื้อไก่ และปลา 
  • Vitamin B2 จากนม สามารถพบได้ในนม โยเกิร์ต และชีสบางชนิด
  • Vitamin B2 จากไข่ สามารถรับประทานเสริมร่วมกับอาหารชนิดอื่น ๆ ได้
  • Vitamin B2 จากผัก สามารถพบได้ในผักโขมและเห็ด แม้ปริมาณจะน้อยกว่าในเนื้อสัตว์และนม แต่สามารถรับประทานเป็นประจำในทุกมื้ออาหารได้
  • Vitamin B2 จากถั่วและธัญพืช สามารถพบได้ในอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน รำข้าว จมูกข้าวสาลี และข้าวกล้อง

ขาดวิตามินบี 2 มีอาการอย่างไร

ขาดวิตามินบี 2 มีอาการอย่างไร

ภาวะขาดวิตามินบี 2 หรือ Riboflavin deficiency มักส่งผลต่อบริเวณผิวหนัง ริมฝีปาก ช่องปาก ลิ้น และดวงตา โดยหากขาดเป็นเวลานานหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย ดังนี้

  • ริมฝีปากแห้ง บวม หรือแตก โดยเฉพาะบริเวณมุมปาก อาจมีแผล รอยแตก หรือสะเก็ดแผล หลายคนรู้จักในชื่อเรียกว่าปากนกกระจอก ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการขาดวิตามินบี 2 หรือสารอาหารอื่น ๆ ได้ 
  • เจ็บคอหรือระคายเคืองบริเวณลำคอ เป็นหนึ่งในอาการที่สามารถพบได้ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินบี 2 ไม่เพียงพอ 
  • ลิ้นอักเสบหรือเจ็บลิ้น โดยมักพบว่าลิ้นมีสีแดงหรือแดงอมม่วงผิดปกติ และมีอาการเจ็บร่วมด้วย
  • ผิวหนังอักเสบ บนผิวหนังอาจพบผื่นแดง ผิวลอกเป็นขุย นอกจากนั้นอาจเกิดอาการผิวมันบริเวณรอบจมูก หู เปลือกตา หรือบริเวณอื่น ๆ 
  • ความผิดปกติของดวงตา เช่น ตาแดง คันตา น้ำตาไหลง่าย ดวงตาไวต่อแสงมากขึ้น หรือเป็นต้อกระจก
  • ผมร่วง ภาวะขาด Vitamin B2 จะทำให้เนื้อเยื่อและเซลล์อ่อนแอลง จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาผมร่วงได้
  • อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย เนื่องจากวิตามินบี2 มีส่วนช่วยในการสร้างพลังงานให้ร่างกาย และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท 
  • เกิดภาวะโลหิตจาง สามารถพบได้ในคนที่ขาดวิตามินบี 2 อย่างรุนแรงและขาดมาเป็นเวลานาน
  • ระบบประสาทเกิดความผิดปกติ เนื่องจากวิตามิน B2 ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท หากได้รับไม่เพียงพอจะทำให้เกิดปัญหาตามมา
  • เกิดความผิดปกติกับระบบสืบพันธุ์ เพราะ Vitamin B2 มีผลต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศเกิดปัญหา หรือประสิทธิภาพของระบบสืบพันธุ์ลดลง

ร่างกายควรได้รับ Vitamin B2 วันละเท่าไหร่

ปริมาณวิตามิน B2 ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันแตกต่างกันตามอายุและเพศ เช่น ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไปควรได้รับประมาณ 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงควรได้รับประมาณ 1.1 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับประมาณ 1.4 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตรควรได้รับประมาณ 1.6 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 2 ได้จากช่องทางไหนบ้าง

สำหรับการรับวิตามินบี 2 จากแหล่งอาหาร เป็นวิธีพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในคนที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือรับประทานแต่อาหารเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้ขาดวิตามินบี 2 ได้ ซึ่งสามารถรับเพิ่มเติมได้จากวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

วิตามินบี 2 จากอาหาร

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผัก และธัญพืชบางชนิด เป็นวิธีหลักในการรับ Vitamin B2 ซึ่งการจะได้รับวิตามินอย่างครบถ้วนจะต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และไม่กินอาหารเดิมซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดวิตามินได้ง่าย นอกจากนั้นการกินอาหารจะต้องผ่านระบบย่อยและการดูดซึมในลำไส้ วิตามินที่ร่างกายนำไปใช้ได้จึงลดลง

อาหารเสริมวิตามินบี 2 

การกินอาหารเสริมที่มีวิตามิน B2 ประกอบอยู่ด้วย เช่น วิตามินบีรวม เป็นอีกทางเลือกของคนที่กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินที่มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็ม 100% เพราะต้องผ่านระบบย่อยอาหารและการดูดซึมทำให้วิตามินหลงเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น

ดริปวิตามิน B2

โปรแกรมดริปวิตามิน เป็นทางเลือกของคนที่ต้องการดูแลสุขภาพและผิวพรรณจากภายใน ด้วยการให้สารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินบี2 และวิตามินอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้าสู่เส้นเลือดผ่านสายน้ำเกลือ ไม่ต้องผ่านระบบย่อยและดูดซึมในลำไส้ ทำให้ร่างกายสามารถดึงไปใช้ได้ทันทีแบบเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละสูตรมีวิตามินที่ผสมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องแก้ไขและผลลัพธ์ที่ต้องการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินบี 2 (FAQ)

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิตามินบี2 ในประเด็นอื่น ๆ หัวข้อนี้ได้ทำการรวบรวมรายละเอียดเพิ่มเติม และคำถามที่พบบ่อยมาไว้ให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

Q: วิตามินบี 2 ช่วยให้นอนหลับไหม
A: ประโยชน์ของวิตามินบี 2 ไม่ได้ช่วยในเรื่องของการนอนหลับโดยตรง แต่จะช่วยในเรื่องของระบบประสาท ลดความอ่อนเพลีย เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย หากต้องการเรื่องความผ่อนคลายและการนอนหลับที่ดี สามารถรับประทานเป็นวิตามินบีรวมเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์แบบครอบคลุม

Q: วิตามินบี 2 กินตอนไหนดีที่สุด
A: ช่วงเวลาที่กินวิตามินบี2 ดีที่สุดคือการกินพร้อมมื้ออาหารเช้า เพราะจะช่วยลดอาการไม่สบายท้อง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินไปใช้งานได้ดีขึ้น รู้สึกสดชื่น มีพลังงานไปตลอดทั้งวัน

Q: สามารถกิน Vitamin B2 ทุกวันได้ไหม
A: เนื่องจาก Vitamin B2 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำร่างกายจะขับออกไปตามระบบกำจัดของเสีย ทำให้กักเก็บไว้ได้น้อย จึงสามารถกินเสริมได้ทุกวันเพื่อให้ได้รับวิตามินอย่างสม่ำเสมอ

Q: กินวิตามินบี 2 มากเกินไปอันตรายไหม
A: วิตามินบี 2 เป็นวิตามินละลายน้ำและมีความเป็นพิษต่ำ ร่างกายสามารถขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ แต่ไม่ควรกินอาหารเสริมหรือรับวิตามินในปริมาณสูงเกินความจำเป็นโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว กินยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

Q: ผู้ที่เป็นโรคหัวใจกินวิตามินบีได้ไหม
A: สำหรับการกินวิตามินบีไม่ได้มีการรับรองว่าส่งผลเสียต่อคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีผลในการรักษาโรคหัวใจ เป็นเพียงสารอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย เสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในคนที่เป็นโรคหัวใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนกินวิตามินบีทุกครั้ง

สรุป

วิตามินบี 2 หรือ Riboflavin เป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างพลังงาน การทำงานของเซลล์ และกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย โดยสามารถรับได้จากอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผักบางประเภท ถั่ว และธัญพืช หากได้รับไม่เพียงพออาจเกิดอาการผิดปกติ เช่น มุมปากแตก ลิ้นอักเสบ ผิวหนังอักเสบ หรืออ่อนเพลียได้ ดังนั้นควรรับวิตามินบี 2 ให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังสามารถเสริมได้จากการดริปวิตามิน สูตรที่ผสมวิตามินบีรวมหรือวิตามินบี2 ด้วยวิธีการนี้ร่างกายจะสามารถดึงไปใช้ได้ทันทีอย่างเต็มที่ สำหรับใครที่อยากดูแลสุขภาพภายในและฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมาออร่า เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนเยาว์ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic เพื่อรับการประเมินปัญหาและออกแบบการรักษาเฉพาะรายบุคคลโดยทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์