บทความ
กระ คืออะไร? ขึ้นบริเวณไหน วิธีรักษากระแบบหัตถการและแบบธรรมชาติ
แชร์ :

กระ คืออะไร? ขึ้นบริเวณไหน วิธีรักษากระแบบหัตถการและแบบธรรมชาติ

กระ คืออะไร
อยากอ่านอะไร จิ้มที่หัวข้อได้เลย!

หน้าเป็นกระ หรือมี ฝ้า กระ เป็นปัญหาผิวที่ทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอและส่งผลต่อความมั่นใจ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความเข้าใจว่ากระเกิดจากอะไร มีกี่ชนิด ขึ้นได้บริเวณไหนบ้าง และควรรักษากระด้วยวิธีไหนได้บ้าง พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันไม่ให้กระกลับมาเข้มขึ้นซ้ำ 

Key Takeaways

  • กระคือจุดเม็ดสีขนาดเล็กบนผิว เกิดจากเมลานินสะสมเฉพาะจุดมากเกินไป ทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ
  • กระมักถูกกระตุ้นจากแสงแดด รังสี UV พันธุกรรม ฮอร์โมน อายุ ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ และการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม
  • กระมีหลายชนิด เช่น กระตื้น กระลึก กระแดด และกระเนื้อ ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะและความยากง่ายในการรักษาต่างกัน
  • กระสามารถขึ้นได้ทั้งบนใบหน้าและลำตัว โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น แก้ม โหนกแก้ม สันจมูก แขน มือ และลำคอ
  • การรักษากระมีทั้งเลเซอร์ Discovery Pico เมโสหน้าใส IV Drip Juvelook และทรีทเม้นท์บำรุงผิว โดยควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของกระและสภาพผิว
  • วิธีธรรมชาติช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและดูกระจ่างใสขึ้นได้บางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้กระหายถาวรได้
  • การทาครีมกันแดด หลีกเลี่ยงแดดจัด และดูแลผิวต่อเนื่อง เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดโอกาสกระเข้มขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำ

กระ คืออะไร?

กระ (Freckles) คือ จุดเม็ดสีขนาดเล็กที่มีสีเข้มกว่าสีผิวปกติ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสีหรือเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาสะสมเฉพาะจุดมากเกินไป มักเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ลักษณะแบนราบ ไม่ได้นูนขึ้นจากผิว

กระ เกิดจากอะไร? 

กระเกิดจากการทำงานของเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในชั้นผิวหนัง ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นได้หลายอย่าง ดังนี้

  • แสงแดดและรังสี UV เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น เมื่อเม็ดสีสะสมเฉพาะจุดจึงเกิดเป็นกระ และทำให้กระเดิมเข้มขึ้นได้
  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นกระ หรือมีผิวไวต่อแสงแดด จะมีโอกาสเกิดกระได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวขาว
  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงตั้งครรภ์ การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือวัยทอง อาจกระตุ้นให้เม็ดสีผิวทำงานผิดปกติ จนเกิดฝ้า กระ หรือจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อผิวเสื่อมสภาพและซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง ความเสียหายจากแสงแดดที่สะสมมานานจึงค่อย ๆ ปรากฏเป็นกระแดดหรือจุดด่างดำ
  • แสงสีฟ้าจากหน้าจอ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาจมีส่วนกระตุ้นให้เม็ดสีผิวทำงานไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวไวต่อแสง
  • ความเครียด อาจส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้การทำงานของเม็ดสีผิวแปรปรวน และเพิ่มโอกาสเกิดฝ้า กระ หรือจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ผิวฟื้นฟูตัวเองได้ไม่เต็มที่ ผิวอ่อนแอ หมองคล้ำ และไวต่อการเกิดเม็ดสีผิดปกติมากขึ้น
  • การดูแลผิวไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการไม่ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ทำให้ผิวได้รับรังสี UV สะสมมากขึ้น และเพิ่มโอกาสให้กระเกิดใหม่หรือเข้มขึ้นได้

กระมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร?

กระมีหลายประเภท โดยแต่ละแบบมีลักษณะ สาเหตุ และความลึกของเม็ดสีที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  • กระตื้น (Ephelides) จะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก ผิวเรียบ พบที่ชั้นผิวด้านบน และมักเข้มขึ้นเมื่อโดนแดด
  • กระลึก (Hori’s Nevus) มีสีออกน้ำตาลเข้ม เทาน้ำตาล หรือเทาดำ เกิดจากเม็ดสีในชั้นผิวที่ลึก จึงรักษายากกว่ากระชนิดอื่น
  • กระแดด (Solar Lentigo) มีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาล ขนาดประมาณ 1 ซม. ขอบค่อนข้างชัด เกิดจากการสะสมของรังสี UV เป็นเวลานาน มักพบในคนที่โดนแดดบ่อยหรือมีอายุมากขึ้น
  • กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) มีลักษณะเป็นตุ่มหรือติ่งนูน สีออกน้ำตาลถึงดำ ผิวอาจขรุขระ และมักค่อย ๆ โตขึ้น แตกต่างจากกระชนิดอื่นที่มักเป็นจุดแบนราบ

กระมักขึ้นบริเวณไหนบ้าง?

กระสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนใบหน้าและลำตัว โดยมักพบบ่อยในบริเวณที่สัมผัสแสงแดดเป็นประจำ หรือจุดที่ผิวค่อนข้างบางและโดนรังสี UV โดยตรง ดังนี้

บริเวณที่มีกระบนใบหน้า

กระบนใบหน้ามักเกิดขึ้นในจุดที่สัมผัสแสงแดดบ่อย และมีโอกาสเกิดเม็ดสีสะสมได้ง่าย ดังนี้

  • หน้าผาก เป็นบริเวณที่โดนแสงแดดได้ง่าย จึงมีโอกาสเกิดกระหรือจุดด่างดำสะสมได้
  • แก้ม มักพบกระได้บ่อย เพราะเป็นจุดที่รับแสงแดดโดยตรงและผิวค่อนข้างไวต่อการเกิดเม็ดสี
  • โหนกแก้ม เป็นบริเวณที่กระพบได้ชัด โดยเฉพาะกระแดดหรือกระตื้นที่เข้มขึ้นเมื่อโดนแดด
  • สันจมูก เป็นจุดที่นูนและโดนแดดบ่อย ทำให้เกิดกระเป็นจุดเล็ก ๆ ได้ง่าย
  • ทั่วใบหน้า ในบางคนกระอาจกระจายหลายตำแหน่งทั่วใบหน้า โดยเฉพาะผู้ที่มีพันธุกรรมเป็นกระหรือผิวไวต่อแสงแดด

บริเวณที่กระขึ้นตามตัว

กระไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนใบหน้าเท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นตามร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อยหรือได้รับรังสี UV สะสมเป็นเวลานาน ทำให้เม็ดสีเมลานินทำงานมากขึ้นจนเกิดเป็นจุดสีน้ำตาลบนผิว ดังนี้

  • ลำคอ เป็นบริเวณที่โดนแดดได้ง่ายโดยเฉพาะด้านหน้าและด้านข้างของลำคอ ทำให้เกิดกระหรือจุดด่างดำได้
  • หน้าอก หากใส่เสื้อคอกว้างหรือโดนแดดบ่อย อาจทำให้เกิดกระจากการสะสมของรังสี UV
  • หัวไหล่ มักพบกระได้ในผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใส่เสื้อแขนกุดเป็นประจำ
  • กระที่แขน เป็นจุดที่สัมผัสแสงแดดบ่อย จึงมีโอกาสเกิดกระแดดหรือจุดสีน้ำตาลได้ง่าย
  • มือ โดยเฉพาะหลังมือ เพราะเป็นบริเวณที่โดนแดดสะสมมากและมักเห็นกระชัดเมื่ออายุมากขึ้น
  • ขา อาจเกิดกระได้ในผู้ที่ใส่กางเกงขาสั้นหรือโดนแดดบริเวณขาเป็นประจำ

รักษากระเร่งด่วนด้วยหัตถการ

การรักษากระเร่งด่วนด้วยหัตถการเป็นทางเลือกที่ช่วยลดกระได้รวดเร็ว โดยมีหลายวิธีให้เลือกตามสภาพผิวและความรุนแรงของกระ ซึ่งหัตถการที่นิยมใช้ดูแลปัญหาฝ้า กระมีดังนี้ 

เลเซอร์ Discovery Pico รักษากระ

Discovery Pico เป็นเลเซอร์ที่ใช้พลังงานแสงความถี่สูงระดับ Picosecond เพื่อช่วยรักษากระ ด้วยการสลายเม็ดสีเมลานินที่สะสมเป็นกระให้แตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็ก จากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดออกตามธรรมชาติ Discovery Pico จะช่วยให้รอยกระ จุดด่างดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอดูจางลง เหมาะกับการดูแลกระหลายชนิด เช่น กระแดด กระลึก รวมถึงช่วยลดฝ้า กระ และรอยดำจากเม็ดสีให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้น 

เมโสหน้าใสช่วยลดเลือนกระ

เมโสหน้าใสช่วยลดกระเป็นการฉีดวิตามินและสารบำรุงเข้าสู่ผิวชั้นกลางโดยตรง เพื่อฟื้นฟูผิวที่หมองคล้ำและช่วยให้กระ ฝ้า และจุดด่างดำดูจางลง เมโสหน้าใส มีสารสำคัญอย่าง Vitamin C และกลุ่มลดเม็ดสีมีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเมลานิน ทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสมากขึ้น โดยผลลัพธ์จะค่อย ๆ เห็นชัดเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง และควรดูแลผิวร่วมกับการป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ

IV Drip ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำจากกระ

IV Drip ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำจากกระด้วยการให้วิตามินและสารบำรุงผิวผ่านสายน้ำเกลือเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวที่หมองคล้ำจากกระและแสงแดด ทั้งนี้ IV Drip สูตรที่มีวิตามินซี กลูตาไธโอน หรือสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้รอยกระ จุดด่างดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอดูจางลง พร้อมช่วยให้ผิวดูใสและสุขภาพดีขึ้นเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 

Juvelook ฟื้นฟูผิวหลังกระ

Juvelook ไม่ได้กำจัดเม็ดสีกระโดยตรง แต่มีส่วนช่วยเสริมให้ผิวแข็งแรงและลดโอกาสเกิดรอยดำซ้ำหลังการรักษา เนื่องจาก Juvelook เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Hybrid Biostimulator ที่ผสาน PDLLA และ HA จึงช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้ในระยะยาว เหมาะสำหรับการดูแลผิวหลังทำเลเซอร์กระหรือรักษาฝ้า 

ทรีทเม้นท์บำรุงผิวที่เป็นกระ

ทรีตเม้นท์บำรุงผิวเป็นการดูแลเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหากระ ผิวหมองคล้ำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเน้นเติมความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว และฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอจากแสงแดดให้กลับมาแข็งแรงขึ้น เช่น ทรีทเม้นท์หน้า หลาย ๆ สูตรที่ Vincent Clinic สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวลดเลือนจุดด่างดำได้ แม้จะไม่ได้กำจัดเม็ดสีกระโดยตรงเหมือนเลเซอร์ แต่สามารถทำควบคู่กับการรักษากระวิธีอื่น ๆ และการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดกระและปรับให้ผิวกลับมาสม่ำเสมอได้

วิธีรักษากระด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีรักษากระด้วยวิธีธรรมชาติเป็นการดูแลผิวด้วยวัตถุดิบใกล้ตัว เน้นช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและดูกระจ่างใสขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้กระหายถาวรได้ ซึ่งวิธีที่นิยมมีดังนี้

  • ว่านหางจระเข้ ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิวที่ระคายเคืองจากแสงแดด ทำให้ผิวดูแข็งแรงขึ้น เหมาะกับผิวที่มีกระร่วมกับความหมองคล้ำหรือผิวแห้ง
  • ขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระและมักใช้ดูแลผิวหมองคล้ำ อาจช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้น นิยมผสมกับโยเกิร์ตหรือน้ำผึ้งเพื่อลดความเข้มข้น
  • มะละกอสุกผสมน้ำผึ้ง มะละกอมีเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ส่วนน้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น อาจช่วยให้ผิวดูนุ่มและสีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น
  • มะขามเปียก มีกรดผลไม้ตามธรรมชาติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวดูสว่างขึ้น 
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ แม้จะเป็นการดูแลแบบธรรมชาติ แต่การป้องกันแดดคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะรังสี UV เป็นตัวกระตุ้นให้กระเข้มขึ้นและเกิดใหม่ได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันไม่ให้กระกลับมาเป็นซ้ำ

กระสามารถป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ หากดูแลผิวอย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดกระซ้ำด้วยการดูแลผิว ดังนี้  

  • ทาครีมกันแดดทุกวัน ควรเลือกครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB มีค่า SPF 30 ขึ้นไป หรือ SPF 50+ หากต้องออกแดดบ่อย และควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รังสี UV เข้มข้นและกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานมากขึ้น
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันแดด เช่น หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดที่มี UV Protection เสื้อคลุม หรือกางร่ม เพื่อลดการสัมผัสแสงแดดโดยตรง
  • ลดการเผชิญแสงสีฟ้าและมลภาวะ เช่น แสงจากมือถือ คอมพิวเตอร์ ฝุ่น ควัน และมลภาวะทางอากาศ เพราะอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวอ่อนแอและกระตุ้นเม็ดสีผิวได้
  • บำรุงผิวให้แข็งแรงสม่ำเสมอ เลือกใช้สกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิว เช่น Hyaluronic Acid, Niacinamide, วิตามินซี วิตามินอี หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยให้ผิวดูสม่ำเสมอและลดโอกาสเกิดเม็ดสีสะสม
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว เช่น สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแสบ แดง ลอก เพราะผิวที่อักเสบหรือระคายเคืองง่ายอาจเกิดรอยดำและกระซ้ำได้ง่ายขึ้น
  • ปรับพฤติกรรมให้เป็นมิตรต่อผิว เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการทำร้ายผิวซ้ำ ๆ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้น
  • ดูแลผิวต่อเนื่องหลังรักษากระ หากเคยทำเลเซอร์หรือหัตถการรักษากระ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเข้ารับการติดตามผลตามเหมาะสม เพื่อลดโอกาสที่กระจะกลับมาเข้มขึ้นอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ กระ (FAQ)

Q: รักษากระให้หายขาด 100% ได้หรือไม่?
A: กระไม่สามารถรักษาให้หายขาดถาวรได้ และมีโอกาสกลับมาเป็นได้เมื่อโดนแดดหรือปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ แต่สามารถทำให้จางลงได้มาก ๆ จนแทบมองไม่เห็น จึงควรดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ

Q: ครีมทากระ หรือเซรั่มหน้าใส สามารถทำให้กระลึกหายได้ไหม?
A: ครีมทากระหรือเซรั่มหน้าใสอาจช่วยให้ผิวดูกระจ่างขึ้นและทำให้รอยดูจางลงได้บางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้กระลึกหายได้ทั้งหมด เพราะเม็ดสีอยู่ลึกในชั้นผิว มักต้องใช้เลเซอร์หรือหัตถการในการรักษากระ

Q: กระเนื้อปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายหรือกลายเป็นมะเร็งผิวหนังไหม?
A: กระเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตรายและไม่กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่หากตุ่มโตเร็ว สีเปลี่ยน รูปร่างผิดปกติ มีเลือดออก คัน เจ็บ หรืออักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

Q: ยิงเลเซอร์กระ เจ็บไหม และต้องพักฟื้นหน้ากี่วัน?
A: ยิงเลเซอร์กระอาจรู้สึกแสบเล็กน้อยระหว่างทำแต่อยู่ในระดับที่ทนได้ หลังทำอาจมีรอยแดงหรือสะเก็ดเล็ก ๆ ประมาณ 3-7 วัน 

Q: ฝ้ากับกระ ต่างกันอย่างไร?
A: ฝ้ามักเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือเทา ขอบไม่ชัด พบมากบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก เหนือริมฝีปาก และมักเกี่ยวกับฮอร์โมนร่วมกับแสงแดด ส่วนกระมักเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล ขอบค่อนข้างชัด เกิดจากเม็ดสีสะสมเฉพาะจุดและมักเข้มขึ้นเมื่อโดนแดด

สรุป

กระ คือจุดเม็ดสีบนผิวที่เกิดจากเมลานินสะสม มักถูกกระตุ้นจากแสงแดด พันธุกรรม ฮอร์โมน และอายุ โดยมีกระหลายชนิดและขึ้นได้ทั้งใบหน้าและลำตัว ปรึกษาวิธีรักษากระได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic ให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ช่วยประเมินชนิดของกระและสภาพผิวอย่างละเอียด พร้อมแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละคน เพื่อช่วยให้รอยกระดูจางลงและผิวดูสม่ำเสมอ

Scroll to Top