ฟิลเลอร์ Ultra V เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่นิยมใช้ในการปรับรูปหน้าและเติมเต็มร่องลึก ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟูและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่หลายคนจึงอาจสงสัยว่าฟิลเลอร์ Ultra V คืออะไร มีกี่รุ่น ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง และมีราคาประมาณเท่าไหร่ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความรู้จักรายละเอียดของฟิลเลอร์ Ultra V เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือกฟิลเลอร์กันค่ะ
Key Takeaways
- ฟิลเลอร์ Ultra V หรือ Ultra V Hyal Filler เป็นฟิลเลอร์ HA จากเกาหลี ช่วยเติมเต็มร่องลึก เพิ่มวอลลุ่ม และปรับรูปหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ
- จุดเด่นของ Ultra V คือเนื้อฟิลเลอร์ละเอียด เรียบเนียน ยืดหยุ่นดี และพัฒนาด้วย R Square Technology ที่ผสานคุณสมบัติของ Monophasic HA และ Biphasic HA
- ฟิลเลอร์ Ultra V มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Fine, Medium และ Hard โดยแต่ละรุ่นเหมาะกับงานผิว งานเติมเต็ม และงานปรับโครงหน้าที่ต่างกัน
- Ultra V Fine เหมาะกับงานผิวและบริเวณที่ต้องการความละเอียด เช่น ใต้ตา ริมฝีปาก และร่องตื้น ๆ
- Ultra V Medium เหมาะกับการเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่มในระดับปานกลาง เช่น ร่องแก้ม หน้าผาก ขมับ และมุมปาก
- Ultra V Hard เหมาะกับการปรับรูปหน้าและเสริมโครงสร้าง เช่น คาง โหนกแก้ม ขมับ และกรอบหน้า
- ฟิลเลอร์ Ultra V โดยทั่วไปอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้และบริเวณที่ฉีด
- ราคาฟิลเลอร์ Ultra V โดยประมาณอยู่ที่ 6,000 – 12,000 บาทต่อ 1 cc และค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับรุ่น ปริมาณ และตำแหน่งที่ฉีด
ฟิลเลอร์ Ultra V คืออะไร
ฟิลเลอร์ Ultra V หรือ Ultra V Hyal Filler เป็น ฟิลเลอร์เกาหลี พัฒนาโดยบริษัท Ultra V Co., Ltd. เนื้อฟิลเลอร์มีความเนียนละเอียดและยืดหยุ่นดี ช่วยเติมเต็มร่องลึก เพิ่มวอลลุ่ม และปรับรูปหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ในประเทศไทยมีการนำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท อุลตร้า วี เมดิคอล เอสเทธิค (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก USFDA, CE, KFDA, CFDA และ อย. ไทย
จุดเด่นของฟิลเลอร์ Ultra V มีอะไรบ้าง
Ultra V Hyal Filler เป็น ฟิลเลอร์ ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของแบรนด์ที่เรียกว่า R Square Technology ผสานจุดเด่นของฟิลเลอร์สองรูปแบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ Monophasic HA สารเติมเต็มเนื้อเดียวมีความเรียบเนียน เกลี่ยง่าย และ Biphasic HA เป็นสารเติมเต็มเนื้อผสมที่มีความยืดหยุ่นและคงรูปได้ดี
นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเข็มฉีดด้วย TSKiD™ Technology ให้การฉีดแม่นยำมากขึ้นทำให้ฟิลเลอร์ Ultra V มีจุดเด่นดังนี้
- เนื้อฟิลเลอร์เนียนละเอียด เกลี่ยง่าย และกลืนกับผิวได้ดี
- มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ผลลัพธ์ดูนุ่มละมุนและเป็นธรรมชาติ
- คงรูปได้ดี ช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มวอลลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยึดเกาะกับผิวได้ดี ลดโอกาสไหลย้อยหรือเสียทรง
- ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว และชุ่มชื้นแบบสไตล์เกาหลี
- มีโอกาสบวมช้ำหลังฉีดน้อย ด้วยเนื้อเจลที่มีความบริสุทธิ์สูง
- เข็มฉีดออกแบบพิเศษ ช่วยลดความเจ็บขณะทำและฉีดได้ลื่นขึ้น
- มีหลายรุ่นให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละตำแหน่งบนใบหน้า
Filler Ultra V มีกี่รุ่น ให้เลือกใช้
Filler Ultra V มีทั้งหมด 3 รุ่น โดยแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติของ เนื้อฟิลเลอร์ แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละบริเวณและผลลัพธ์ที่ต้องการดังนี้
- Ultra V Fine เป็นฟิลเลอร์เนื้อเจลที่บางเบาและนิ่ม เหมาะกับงานผิวและการเติมเต็มรายละเอียดเล็ก ๆ ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียน กลืนกับผิว ดูเป็นธรรมชาติ
- Ultra V Medium เป็นฟิลเลอร์เนื้อเจลที่มีความสมดุล ทั้งในด้านความยืดหยุ่นและการคงรูป เหมาะสำหรับการเติมเต็มเพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าดูอิ่มฟูขึ้น โดยยังคงความละมุนไม่ดูแข็งจนเกินไป
- Ultra V Hard เป็นฟิลเลอร์เนื้อเจลที่มีความแน่นและคงรูปได้ดี เหมาะสำหรับการปรับรูปหน้าและเสริมมิติ ช่วยให้รูปหน้าดูชัดขึ้นและได้ทรงมากกว่ารุ่นอื่น ๆ
ฟิลเลอร์ Ultra V ฉีดตรงไหนได้บ้าง
ฟิลเลอร์ Ultra V สามารถฉีดได้หลายบริเวณ โดยแต่ละรุ่นจะเหมาะกับตำแหน่งที่แตกต่างกันตามลักษณะของเนื้อฟิลเลอร์และระดับความลึกของผิวดังนี้
- Ultra V Fine เหมาะสำหรับฉีดในบริเวณที่ต้องการความละเอียดและความเป็นธรรมชาติ เช่น ฟิลเลอร์ใต้ตา เบ้าตาลึก ผิวรอบปาก ริมฝีปาก หางตา และร่องแก้มตื้น ๆ
- Ultra V Medium เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการการเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่มในระดับปานกลาง เช่น ร่องแก้ม ฟิลเลอร์แก้มส้ม หน้าผาก ขมับ ริมฝีปาก และมุมปาก
- Ultra V Hard เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการการพยุงโครงสร้างและเพิ่มมิติให้ใบหน้า เช่น คาง ขมับ โหนกแก้ม ฟิลเลอร์กรอบหน้า และจุดที่ต้องการยกกระชับให้ใบหน้าดูคมชัดมากขึ้น
ฟิลเลอร์ Ultra V อยู่ได้นานแค่ไหน
ฟิลเลอร์ Ultra V โดยทั่วไปอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้ ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ และบริเวณที่ฉีด โดยแต่ละรุ่นจะมีระยะเวลาคงผลลัพธ์แตกต่างกันดังนี้
- Ultra V Fine อยู่ได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน
- Ultra V Medium อยู่ได้นานประมาณ 8 – 16 เดือน
- Ultra V Hard อยู่ได้นานประมาณ 16 – 24 เดือน
ฟิลเลอร์ Ultra V ราคาเท่าไร
ฟิลเลอร์ Ultra V ราคาเริ่มต้นประมาณ 6,000 – 12,000 บาทต่อ 1 cc แต่ค่าใช้จ่ายจริง ๆ นั้นอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกใช้ ตำแหน่งที่ฉีด ระดับปัญหา และปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ หรือโปรโมชันของคลินิกในช่วงนั้น ๆ
สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : ราคาฟิลเลอร์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ Ultra V (FAQ)
Q: ฟิลเลอร์ Ultra V เป็นของประเทศอะไร
A: ฟิลเลอร์ Ultra V เป็นฟิลเลอร์จากประเทศเกาหลีใต้ พัฒนาโดยแบรนด์ Ultra V ซึ่งเป็นบริษัทด้านความงามและเวชศาสตร์ความงามจากเกาหลี
Q: เช็กก่อนฉีดอย่างไรว่าฟิลเลอร์ Ultra V เป็นของแท้
A: ก่อนฉีดควรให้คลินิกเปิดกล่องใหม่ต่อหน้า ตรวจสอบว่ากล่องไม่ถูกแกะมาก่อน พร้อมสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบสินค้าแท้และชื่อคลินิกที่สั่งซื้อจากตัวแทนอย่างถูกต้อง รวมถึงเช็กเลขล็อต วันผลิต วันหมดอายุ เลขใบอนุญาต และฉลากภาษาไทยให้ครบถ้วน
Q: ฟิลเลอร์ Ultra V รุ่นไหนที่นำมาฉีดใต้ตาได้
A: ฟิลเลอร์ Ultra V รุ่นที่เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาคือ Ultra V Fine เพราะเป็นรุ่นที่เนื้อบางเบา นิ่ม และละเอียดที่สุด จึงเหมาะกับบริเวณผิวบางอย่างใต้ตา และช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
Q: ถ้าอยากฉีดปากควรเลือกฟิลเลอร์ Ultra V รุ่นไหนดี
A: ถ้าอยาก ฉีดฟิลเลอร์ปาก แนะนำ Ultra V Fine เพราะเป็นรุ่นที่เนื้อบางเบา นิ่ม และละเอียด ช่วยให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม เรียบเนียน และเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าต้องการเพิ่มวอลลุ่มหรือให้ทรงปากชัดขึ้นมากกว่าเดิม อาจใช้รุ่น Ultra V Medium
Q: หลังฉีดฟิลเลอร์ Ultra V ดูแลอย่างไร
A: หลังฉีดฟิลเลอร์ Ultra V ควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือจับบริเวณที่ฉีด งดความร้อนจัด ออกกำลังกายหนัก แอลกอฮอล์ และบุหรี่ในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรก พร้อมดื่มน้ำมาก ๆ
สรุป
ฟิลเลอร์ Ultra V หรือ Ultra V Hyal Filler คือฟิลเลอร์ HA จากเกาหลีที่ช่วยเติมเต็มร่องลึก เพิ่มวอลลุ่ม และปรับรูปหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ จุดเด่นคือเนื้อฟิลเลอร์เนียน ละมุน ยืดหยุ่นดี มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Fine, Medium และ Hard เพื่อให้เหมาะกับทั้งงานผิว งานเติมเต็ม และงานปรับโครงหน้า สามารถฉีดได้หลายบริเวณ อยากฉีดฟิลเลอร์แต่ยังไม่รู้จะเลือกยี่ห้อไหนดี สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic โดยจะมีแพทย์ที่มีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำอย่างละเอียด

