ฟิลเลอร์ Elasty อีกหนึ่งทางเลือกของคนที่ต้องการดูแลผิวพรรณและใบหน้า ด้วยคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับฟิลเลอร์ยี่ห้อนี้มากขึ้น Vincent Clinic Aesthetic จึงได้รวบรวมข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง แตกต่างจากฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นอย่างไร มีทั้งหมดกี่รุ่น อยู่ได้นานไหม ราคาเท่าไหร่ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้
Key Takeaways
- ฟิลเลอร์ Elasty คือ สารเติมเต็มจากประเทศเกาหลี ผลิตโดยบริษัท ELASTY ด้วยเทคโนโลยี PNET เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์
- PNET เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตฟิลเลอร์ Elasty ซึ่งทำให้เนื้อเจลคงรูปได้ดี ฉีดง่าย อยู่ทรงนานขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ
- หลังฉีดฟิลเลอร์ Elasty จะไม่เกิดอาการบวมหรืออาจเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะใช้เทคโนโลยีการผลิตเฉพาะจึงทำให้มีค่า BDDE ต่ำ
- ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ Elasty สามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ตำแหน่ง ปริมาณ และการดูแลหลังทำ
- ฟิลเลอร์ Elasty มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ F Plus, D Plus และ G Plus ซึ่งมีเนื้อเจลที่แตกต่างกัน สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการและปัญหาของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันได้อย่างครอบคลุม
Elasty คืออะไร?
Elasty คือ ฟิลเลอร์เกาหลี ผลิตโดยบริษัท ELASTY ด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะ Preserved Natural Entanglement Technology (PNET) จึงทำให้เนื้อฟิลเลอร์ขึ้นรูปทรงได้ดี ฉีดได้ง่าย และมีค่า BDDE ต่ำ จึงไม่บวมหลังฉีดหรือบวมน้อย นอกจากนั้นยังมีส่วนผสมของยาชาช่วยระงับความรู้สึกเจ็บ ช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างทำหัตถการมากขึ้น นำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัท เอวา ฟาร์ม่า ผ่านการรับรองมาตรฐานและความปลอดภัยจากทั้ง CE Mark (ยุโรป), KFDA (เกาหลี) และ อย. ไทย
ฟิลเลอร์ Elasty ดีไหม มีข้อเสียอะไรบ้าง?
สำหรับฟิลเลอร์ Elasty เป็นสารเติมเต็มที่มีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง เพราะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะทำให้มีจุดเด่นหลายอย่าง แต่ก่อนจะตัดสินใจควรพิจารณาจากทั้งข้อดีและข้อเสียประกอบกัน โดยมีรายละเอียดที่ควรทราบเบื้องต้น ดังนี้
จุดเด่นของฟิลเลอร์ Elasty
- โครงสร้างโมเลกุลซ้อนทับกันเป็นเส้นใยละเอียด ทำให้เนื้อเจลคงรูปได้ดี ยืดหยุ่นสูง ไม่ยุบตัวง่าย
- เนื้อฟิลเลอร์ ไม่แข็ง เป็นธรรมชาติ สามารถขยับตามการเคลื่อนไหวของใบหน้าได้ดี
- มีค่า BDDE ต่ำ หลังฉีดจึงไม่เกิดอาการบวมหรือเกิดขึ้นน้อยมาก ลดอาการระคายเคือง
- มีให้เลือกใช้ 3 รุ่น ซึ่งมีเนื้อเจลที่แตกต่างกันเหมาะกับปัญหาและตำแหน่งในการฉีดแตกต่างกัน
ข้อเสียของฟิลเลอร์ Elasty
- ผลลัพธ์ไม่คงอยู่ถาวรเพราะเป็นสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid ที่สามารถสลายได้
- หากต้องการผลลัพธ์ให้คงอยู่ได้ตลอดอาจจะต้องกลับมาฉีดซ้ำเรื่อย ๆ
ฟิลเลอร์ Elasty มีกี่รุ่น?
สำหรับฟิลเลอร์ Elasty มีให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 รุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติและเนื้อเจลที่แตกต่างกัน เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของปัญหา โดยแต่ละรุ่นมีรายละเอียดดังนี้
- Elasty F Plus มีเนื้อเจลที่ค่อนข้างบางเบาระดับความหนืดปานกลาง เหมาะกับการนำไปฉีดชั้นผิวตื้น แก้ปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ หรือร่องตื้น เช่น ฟิลเลอร์ริ้วรอยหน้าผาก ฟิลเลอร์ใต้ตา
- Elasty D Plus มีเนื้อเจลค่อนข้างนิ่มแต่มีความหนืดสูงขึ้นกว่ารุ่น F Plus จึงเหมาะที่จะใช้แก้ปัญหาร่องน้ำหมาก รอยย่นบนหน้าผาก หรือลดเลือนรอยตีนกา นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้เพื่อเติมวอลลุ่มให้ผิวอิ่มฟูมากขึ้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะ ฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม ฟิลเลอร์ร่องแก้ม หรือ ฉีดฟิลเลอร์ปาก
- Elasty G Plus มีเนื้อเจลค่อนข้างแข็ง มวลรวมของเนื้อฟิลเลอร์มีความหนาแน่น มีค่าความหนืดสูงสุด จึงเหมาะที่จะฉีดในชั้นผิวลึกหรือใช้ฉีดเพื่อปรับรูปหน้า ฉีดลดเลือนริ้วรอยลึก เช่น ฟิลเลอร์คาง ฟิลเลอร์ขมับ หรือฟิลเลอร์แก้มตอบ
ฟิลเลอร์ Elasty ต่างกับฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นอย่างไร?
เนื่องจากฟิลเลอร์Elasty ใช้เทคโนโลยีการผลิตเฉพาะของแบรนด์ทำให้มีโครงสร้างของเนื้อเจลที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่นในหลายเรื่อง โดยมีรายละเอียดของความแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ดังนี้
ฟิลเลอร์ Elasty กับ e.p.t.q ต่างกันอย่างไร
ฟิลเลอร์ Elasty กับ e.p.t.q มีความแตกต่างกันในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิตทำให้เนื้อเจลไม่เหมือนกัน ส่งผลให้ e.p.t.q จะเหมาะกับคนที่อยากเน้นเรื่องทรงชัดหลังฉีด ในส่วนของ elasty จะให้ผลลัพธ์ที่มีความเป็นธรรมชาติ หน้าไม่แข็งเกินไป
ฟิลเลอร์ Elasty กับ Neuramis ต่างกันอย่างไร
ฟิลเลอร์ Elasty กับ neuramis แตกต่างกันที่เนื้อเจลและตำแหน่งที่เหมาะกับการฉีด โดย elasty จะมีให้เลือกถึง 3 รุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นมีเนื้อเจลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนสามารถนำไปใช้ฉีดแก้ปัญหาในแต่ละตำแหน่งได้ครอบคลุม สำหรับ neuramis จะเป็นฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง อยู่ทรงดี เหมาะกับการฉีดในชั้นลึก ชั้นกระดูก หรือฉีดเพื่อปรับรูปหน้า
ฟิลเลอร์ Elasty กับ Restylane ต่างกันอย่างไร
ฟิลเลอร์ Elasty และ Restylane แตกต่างกันในหลายด้าน โดย Restylane จะมีรุ่นให้เลือกมากถึง 8 รุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นมีเนื้อเจลและคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกัน ถือว่าเป็นฟิลเลอร์ที่มีทางเลือกค่อนข้างมาก ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการได้อย่างครอบคลุม
ฟิลเลอร์ Elasty กับ Juvederm ต่างกันอย่างไร
ฟิลเลอร์ Elasty กับ Juvederm แตกต่างกันในเรื่องความหลากหลายของเนื้อเจลที่มีให้เลือกเพราะ Juvederm มีให้เลือกมากถึง 7 รุ่น ในส่วนของ Elasty มีเพียง 3 รุ่นให้เลือกใช้ แต่ก็มีความชัดเจนของลักษณะเนื้อเจลที่สามารถเลือกไปใช้แก้ปัญหาได้หลากหลายเช่นกัน
ฟิลเลอร์ Elasty อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ Elasty สามารถอยู่ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปริมาณที่ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลตัวเองหลังทำของแต่ละคนที่แตกต่างกัน หากต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ฟิลเลอร์ Elasty ราคาเท่าไร?
ฟิลเลอร์ Elasty ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 6,000 – 17,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้ ปริมาณที่ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด ความซับซ้อนของปัญหาที่ต้องแก้ไข ความต้องการของคนไข้ ประสบการณ์ของแพทย์ และโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก แนะนำให้เข้าปรึกษากับแพทย์โดยตรงจะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ Elasty
หากใครที่ยังข้องใจฟิลเลอร์ elasty ในประเด็นอื่น ๆ หัวข้อนี้จึงทำการรวบรวมคำถามที่พบบ่อยและคำตอบที่จะช่วยให้เข้าใจฟิลเลอร์ยี่ห้อนี้มากขึ้น ทั้งยังนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ดังนี้
Q: ฟิลเลอร์ Elasty ของประเทศอะไร?
A: สำหรับ Elasty เป็นฟิลเลอร์ที่ผลิตโดยบริษัท ELASTY จากประเทศเกาหลี ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ทำให้เนื้อเจลมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่น ๆ สามารถเลือกใช้ได้ 3 รุ่น ซึ่งมีความแข็งและความหนืดของเนื้อเจลที่แตกต่าง
Q: ฟิลเลอร์ Elasty ฉีดใต้ตาได้ไหม?
A: ฟิลเลอร์ Elasty สามารถฉีดใต้ตาได้ โดยสามารถเลือกใช้ Elasty รุ่น F Plus ซึ่งมีเนื้อเจลบางเบา เนื้อไม่หนืดมาก กลืนไปกับผิว ไม่เป็นก้อน เหมาะกับการฉีดผิวชั้นตื้นหรือบริเวณที่ผิวบาง รวมไปถึงลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และร่องตื้น ๆ ได้ดี
Q: ใช้เทคโนโลยีอะไรในการผลิตฟิลเลอร์ Elasty?
A: เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตฟิลเลอร์ elasty คือ Preserved Natural Entanglement Technology (PNET) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ซึ่งทำให้โครงสร้างของเนื้อเจลประสานและซ้อนทับกันอย่างละเอียด ทำให้ฉีดง่าย ขึ้นรูปทรงได้ดี คงอยู่ได้นาน นอกจากนั้นยังมีค่า BDDE ต่ำ ทำให้หลังฉีดไม่เกิดอาการบวมหรือเกิดน้อยมาก
Q: หลังฉีดฟิลเลอร์ Elasty ดูแลอย่างไรดี?
A: หลังฉีดฟิลเลอร์ Elasty หากเกิดอาการบวมแนะนำให้ประคบเย็นเบา ๆ บริเวณโดยรอบตำแหน่งที่ฉีด หากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่งได้ หลีกเลี่ยงการบีบ กด นวด หรือสัมผัสแรง ๆ งดนอนคว่ำหรือนอนตะแคงในช่วงแรกหลังฉีด ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันเพื่อให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวไวขึ้น ได้ผลลัพธ์ที่อิ่มฟู เต่งตึง
Q: ฉีดฟิลเลอร์ Elasty อันตรายไหม?
A: สำหรับฟิลเลอร์ Elasty ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก CE Mark (ยุโรป), KFDA (เกาหลี) และ อย. ไทย โดยถูกนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยบริษัท เอวา ฟาร์ม่า จึงมั่นใจเรื่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัย
สรุป
ฟิลเลอร์ Elasty เป็นแบรนด์สารเติมเต็มจากประเทศเกาหลีซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตเฉพาะที่ทำให้โครงสร้างเส้นใยซ้อนทับกันอย่างละเอียด เนื้อเจลที่ได้จึงมีความยืดหยุ่น ขึ้นรูปได้ดี มีความเป็นธรรมชาติ สามารถคงอยู่ได้นานขึ้น จึงสามารถนำไปใช้ฉีดได้หลายตำแหน่ง เช่น ใต้ตา กรอบหน้า ร่องลึก ริมฝีปาก สำหรับใครที่ต้องการดูแลผิวพรรณและใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด แนะนำให้เข้ามาปรึกษาได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic เพื่อรับการประเมินปัญหาและออกแบบการรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์

