การฉายแสงรักษาสิวเป็นหนึ่งในวิธีดูแลผิวที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยลดสิว ลดการอักเสบ และฟื้นฟูสภาพผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หลายคนอาจสงสัยว่าฉายแสงรักษาสิวคืออะไร แต่ละสีช่วยเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงมีข้อดี ข้อเสีย และเหมาะกับปัญหาสิวแบบไหน ในบทความนี้ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฉายแสงรักษาสิว พร้อมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
การฉายแสงรักษาสิว คืออะไร
การฉายแสงรักษาสิว คือการใช้พลังงานแสงความยาวคลื่นเฉพาะส่งลงสู่ชั้นผิว เพื่อช่วยลด สิว ผ่านกระบวนการฟื้นฟูผิวและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว โดยแสงสีน้ำเงินช่วยกำจัดเชื้อ P. acnes ที่เป็นสาเหตุของสิว และลดความมันส่วนเกิน ส่วนแสงสีแดงช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น
ฉายแสงรักษาสิวมีกี่สี แต่ละสีช่วยเรื่องอะไรบ้าง
การฉายแสงรักษาสิวมีแสงหลักประมาณ 4 สี โดยแต่ละสีช่วยดูแลปัญหาผิวแตกต่างกัน ดังนี้
- แสงสีฟ้า (Blue Light) ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ลด สิวอักเสบ ลดความมันส่วนเกิน และลดโอกาสเกิดสิวใหม่
- แสงสีแดง (Red Light) ช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูผิว และลดรอยแผลเป็นจากสิว
- แสงสีเหลือง (Yellow Light) ช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
- แสงสีเขียว (Green Light) ช่วยลดรอยดำ รอยแดง ลดการสร้างเม็ดสี และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
ฉายแสงรักษาสิวเหมาะ-ไม่เหมาะกับใคร
การฉายแสงรักษาสิวเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบ ผิวมัน หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบอ่อนโยน แต่การรักษาวิธีนี้อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน ผู้ที่เหมาะสำหรับฉายแสงรักษาสิว และผู้ที่ไม่เหมาะสำหรับฉายแสงรักษาสิว มีดังนี้
ใครเหมาะกับฉายแสงลดสิว
การฉายแสงลดสิวสามารถช่วยลดการอักเสบของสิว ควบคุมความมัน และฟื้นฟูผิวไปพร้อมกันได้ ซึ่งผู้ที่เหมาะกับการฉายแสงลดสิว มีดังนี้
- ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวเรื้อรัง หรือสิวดื้อยา เพราะแสง LED โดยเฉพาะแสงสีฟ้าจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นต้นเหตุของ สิวอักเสบ ช่วยลดการเกิดสิวใหม่และลดการอักเสบของผิวได้
- ผู้ที่ต้องการลดการอักเสบ รอยแดง และฟื้นฟูผิว แสงสีแดงช่วยลดอาการบวมแดง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทำให้รอยสิวดูจางลง
- ผู้ที่มีผิวมัน ต้องการควบคุมความมันส่วนเกิน การฉายแสงสามารถช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน จึงช่วยลดความมันบนใบหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว
- ผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย และไม่ต้องการใช้ยารักษาสิวต่อเนื่อง เป็นวิธีรักษาที่ค่อนข้างอ่อนโยน ไม่ทำร้ายผิว และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาบางชนิด
- ผู้ที่ต้องการรักษาสิวแบบไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น ระหว่างทำจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่แสบร้อน หลังทำสามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ใครไม่เหมาะกับฉายแสงลดสิว
การฉายแสงลดสิวแม้จะเป็นวิธีดูแลผิวที่อ่อนโยนและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น แต่การรักษาวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับบางคน หรือบางสภาพผิว ดังนี้
- ผู้ที่เป็นสิวอุดตัน เพราะการฉายแสงไม่ได้ช่วยละลายหรือดันหัว สิวอุดตัน โดยตรง อาจต้องใช้ร่วมกับการกดสิวหรือยารักษาสิวชนิดอื่น
- ผู้ที่มีโรคผิวหนังไวต่อแสง หรือมีประวัติแพ้แสง เช่น โรค Photosensitivity เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือกระตุ้นอาการของโรคได้
- ผู้ที่กำลังใช้ยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง เช่น Isotretinoin หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความไวต่อแสง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา
- ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที การฉายแสงเป็นการรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปควรทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 4 – 8 ครั้ง จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจน
ข้อดีและข้อเสียของการฉายแสงรักษาสิว
การฉายแสงรักษาสิวเป็นวิธีดูแลผิวที่ช่วยลดสิวและฟื้นฟูผิวได้แบบอ่อนโยน โดยไม่ต้องพักฟื้น แต่แม้จะมีข้อดีหลายด้าน การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดและอาจไม่เหมาะกับบางคน ซึ่งการฉายแสงรักษาสิวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดีของการฉายแสงลดสิว
การฉายแสงลดสิวช่วยลดการอักเสบของสิว ควบคุมความมัน และฟื้นฟูผิวได้แบบอ่อนโยน รวมถึงยังมีข้อดีต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้
- ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย P. acnes แสงสีฟ้าช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของสิวอักเสบ จึงช่วยลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ได้
- ช่วยลดการอักเสบ ลดบวมแดง และทำให้สิวยุบเร็วขึ้น แสงสีแดงช่วยปลอบประโลมผิว ลดอาการระคายเคือง และช่วยให้สิวอักเสบแห้งไวขึ้น
- ช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า การฉายแสง led รักษาสิว ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน จึงช่วยลดความมันส่วนเกินที่เป็นต้นเหตุของสิวอุดตัน
- ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น และทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
- ช่วยลดรอยแดงและรอยสิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยสิวหลังการอักเสบ เพราะช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น
- ไม่เจ็บและไม่ต้องพักฟื้น ระหว่างทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ บนผิว หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
- มีผลข้างเคียงน้อย และเป็นวิธีรักษาที่อ่อนโยน ไม่ใช้สารเคมีหรือความร้อนสูง จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
- ช่วยลดการพึ่งพายารักษาสิว เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยารับประทานต่อเนื่อง หรือมีผลข้างเคียงจากยา
- สามารถทำร่วมกับการรักษาอื่นได้ เช่น การกดสิว ทายา หรือเลเซอร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาสิวโดยรวม
ข้อเสียของการฉายแสงลดสิว
การฉายแสงลดสิวเป็นวิธีรักษาสิวที่อ่อนโยนและมีผลข้างเคียงน้อย ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา ดังนี้
- ต้องทำต่อเนื่องจึงจะเห็นผล ควรทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 4 – 8 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน
- ไม่เหมาะกับสิวทุกประเภท เหมาะกับสิวอักเสบมากกว่า ส่วนสิวฮอร์โมนหรือสิวอุดตันอาจต้องรักษาร่วมกับวิธีอื่น
- ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความรุนแรงของสิว และการตอบสนองต่อการรักษา
- อาจทำให้ผิวแห้งหรือไวต่อแสงชั่วคราว หลังทำควรหลีกเลี่ยงแดดจัดและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
- เครื่องใช้เองที่บ้านอาจเห็นผลช้ากว่า เพราะมีพลังงานต่ำกว่าเครื่องมือทางการแพทย์ในคลินิก
ฉายแสงรักษาสิวอันตรายไหม มีผลข้างเคียงไหม
การฉายแสงรักษาสิวเป็นการใช้พลังงานแสงไม่ใช่รังสี จึงไม่มีการปล่อยรังสีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เป็นวิธีรักษาสิวที่ค่อนข้างอ่อนโยนและมีผลข้างเคียงน้อย
หลังฉายแสง ในบางรายอาจมีอาการผิวแห้ง ตึง แดงเล็กน้อย หรือผิวไวต่อแสงแดดชั่วคราว แต่อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้น ๆ
การฉายแสงรักษาสิวต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล
หลังการฉายแสงรักษาสิวจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้หลังทำประมาณ 1–3 ครั้ง สิวอักเสบยุบลง รอยแดงลดลง และผิวมันน้อยลง แต่หากต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 – 5 ครั้งขึ้นไป
และควรทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 4 – 8 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
การเตรียมตัวและการดูแลตัวเองหลังฉายแสงรักษาสิว
ฉายแสงรักษาสิวควรมีการดูแลผิวทั้งก่อนทำและหลังทำ เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคือง ลดผลข้างเคียง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยมีวิธีการดูแลผิวทั้งก่อนและหลังการฉายแสง led รักษาสิว ดังนี้
วิธีการเตรียมตัวก่อนฉายแสงรักษาสิว
ก่อนฉายแสงรักษาสิว ควรเตรียมผิวและดูแลตัวเองให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดการระคายเคือง ทำให้ผิวพร้อมต่อการรักษา โดยมีวิธีเตรียมผิวก่อนฉายแสงรักษาสิว ดังนี้
- งดสครับ ขัดผิว หรือทำทรีตเมนต์รุนแรง ควรงดการสครับผิว ขัดหน้า หรือทำเลเซอร์ประมาณ 3–5 วันก่อนเข้ารับบริการ เพื่อลดโอกาสการระคายเคืองและทำให้ผิวพร้อมสำหรับการฉายแสง
- งดใช้ยาหรือครีมผลัดเซลล์ผิว เช่น Retinol, Retinoids, Tretinoin หรือ Glycolic Acid เพราะอาจทำให้ผิวบางและไวต่อแสงมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดก่อนทำ ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดหรือกิจกรรมกลางแจ้งหนัก ๆ ประมาณ 1–2 วันก่อนทำ เพื่อลดอาการผิวไวต่อแสง
- งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ ควรงดก่อนทำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะอาจกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและเพิ่มโอกาสผิวระคายเคือง
- แจ้งประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัว หากมีโรคผิวหนัง แพ้ยา หรือกำลังใช้ยารักษาสิว ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษาเพื่อความปลอดภัย
- ล้างหน้าให้สะอาดก่อนทำ ในวันเข้ารับบริการควรงดแต่งหน้า งดทาครีมบำรุง และถอดคอนแทคเลนส์หรือเครื่องประดับออกก่อนทำ
วิธีดูแลหลังฉายแสงรักษาสิว
หลังฉายแสงรักษาสิว การดูแลผิวอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการระคายเคือง และฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น โดยมีวิธีดูแลตัวเองหลังฉายแสงรักษาสิวดังนี้
- ทาครีมบำรุงและครีมกันแดดสม่ำเสมอ หลังทำผิวอาจแห้งหรือไวต่อแสงมากขึ้น จึงควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและทาครีมกันแดดเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงแดดจัดและความร้อนสูง เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อป้องกันผิวระคายเคืองหลังการรักษา
- งดสครับผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์รุนแรงชั่วคราว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกรดผลัดเซลล์ผิวหรือสครับอย่างน้อย 2–3 วันหลังทำ
- ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีและเสริมประสิทธิภาพของการรักษา
- สังเกตอาการผิดปกติหลังทำ หากมีอาการแดง แสบ หรือระคายเคืองผิดปกติที่ไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือคลินิกทันที
ฉายแสงรักษาสิว ราคาเท่าไหร่
ฉายแสงรักษาสิวราคาจะอยู่ที่ประมาณ 300 – 1,500 บาทต่อครั้ง ราคาที่แตกต่างกันไปจะขึ้นอยู่กับคลินิก โปรแกรมที่เลือก และจำนวนสีของแสงที่ใช้รักษา ราคาอาจแตกต่างกันตามเครื่องมือ โปรโมชั่น และโปรแกรมการดูแลผิวอื่น ๆ ร่วมด้วย
ฉายแสงรักษาสิว ที่ไหนดี
การเลือกคลินิกฉายแสงรักษาสิวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้การรักษามีความปลอดภัย และยังช่วยลดโอกาสเกิดการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงจากการรักษา ก่อนตัดสินใจทำ ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
- เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาต ควรเลือกคลินิกที่เปิดถูกต้องตามกฎหมาย สะอาด และมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย
- มีแพทย์ที่มีประสบการณ์คอยดูแล ควรมีการประเมินสภาพผิวและปัญหาสิวก่อนรักษา เพื่อเลือกสีแสงและโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละคน
- ใช้เครื่อง LED ที่ได้มาตรฐาน เครื่องฉายแสงที่ได้มาตรฐานจะให้พลังงานแสงสม่ำเสมอและเห็นผลได้ดีกว่าเครื่องทั่วไป
- มีรีวิวและผลลัพธ์จริงจากผู้ใช้บริการ ควรดูรีวิวก่อน–หลังทำ หรือประสบการณ์จากผู้ใช้จริง เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ
- มีการให้คำแนะนำก่อนและหลังทำอย่างละเอียด คลินิกที่ดีควรอธิบายขั้นตอน การดูแลผิว และข้อควรระวังอย่างชัดเจน
- ราคาเหมาะสมและแจ้งค่าใช้จ่ายชัดเจน ควรสอบถามรายละเอียดราคา จำนวนครั้ง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก่อนเริ่มรักษา
- เดินทางสะดวกและสามารถทำต่อเนื่องได้ เพราะการฉายแสงรักษาสิวต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง การเลือกคลินิกที่เดินทางสะดวกจะช่วยให้รักษาได้สม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉายแสงรักษาสิว (FAQ)
Q: ฉายแสงรักษาสิวจะร้อนผิวไหม
A: การฉายแสงรักษาสิวจะไม่ร้อนผิวและไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ ระหว่างทำอาจรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณผิวเล็กน้อยเท่านั้น
Q: เป็นสิวหัวช้างควรฉายแสงลดสิวสีอะไร
A: สิวหัวช้าง แนะนำให้ฉายแสงสีฟ้าร่วมกับแสงสีแดง โดยแสงสีฟ้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของสิว ส่วนแสงสีแดงช่วยลดอาการอักเสบ บวมแดง และช่วยให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น
Q: สามารถฉายแสงลดสิวกับเลเซอร์สิวในวันเดียวกันได้ไหม
A: สามารถทำฉายแสงลดสิวและ เลเซอร์สิว ในวันเดียวกันได้ แต่แพทย์จะแนะนำให้ทำเลเซอร์สิวก่อน แล้วจึงฉายแสงตาม เพื่อช่วยลดการอักเสบ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และปลอบประโลมผิวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
Q: ฉายแสงรักษาสิวช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ไหม
A: แสง LED เหมาะกับการลดสิวอักเสบและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียมากกว่า จึงไม่สามารถละลายหรือดันหัวสิวอุดตันออกได้โดยตรง หากมีสิวอุดตันจำนวนมาก อาจต้องใช้ร่วมกับการกดสิว ยาผลัดเซลล์ผิว หรือการรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย
Q: ฉายแสงรักษาสิวใช้กี่นาที
A: การฉายแสงรักษาสิวใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาทีต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษา ปัญหาสิว และโปรแกรมที่เลือก หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น
สรุป
การฉายแสงรักษาสิว คือการใช้พลังงานแสงความยาวคลื่นเฉพาะช่วยลดสิว ลดการอักเสบ ลดเชื้อแบคทีเรีย และฟื้นฟูผิว โดยแสงแต่ละสีจะช่วยดูแลปัญหาผิวแตกต่างกัน หากมีปัญหาสิวและต้องการดูแลผิวอย่างตรงจุด สามารถเข้ามาปรึกษาและวางแผนการรักษาได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic กับทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์พร้อมประเมินสภาพผิว เพื่อเลือกโปรแกรมรักษาสิวที่เหมาะกับแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย












