วิตามินอีอีกหนึ่งสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งให้ผลดีต่อทั้งสุขภาพและผิวพรรณ แต่การจะใช้วิตามินให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นจะต้องทำความเข้าใจในหลายประเด็น ในบทความนี้ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามินอีว่าคืออะไร สำคัญกับร่างกายอย่างไร มีทั้งหมดกี่รูปแบบ สามารถเติมวิตามินเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยวิธีไหนบ้าง อ่านเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาต่อไปนี้
วิตามินอี คืออะไร
วิตามินอี (Vitamin E) คือ วิตามินประเภทหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นกลุ่มของสารอาหารที่สามารถละลายในไขมันได้ มีประโยชน์กับร่างกายในหลายมิติ เช่น เซลล์ เม็ดเลือด สมอง ดวงตา รวมไปถึงผิวพรรณ

Vitamin E มีอะไรบ้าง มีกี่รูปแบบ
วิตามินอีมีด้วยกันหลัก ๆ 2 ประเภท ในแต่ละประเภทจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ Alpha, Beta, Gamma และ Delta ซึ่งทั้งสองกลุ่มหลักมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้
วิตามินอีแบบ Tocopherol
วิตามิน E ประเภทโทโคฟีรอล (Tocopherols) สามารถพบได้มากในร่างกายมนุษย์ทั้งเลือดและเนื้อเยื่อ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเครียดในเซลล์ และปกป้องเซลล์จากการอักเสบ รับได้จากอาหารประเภทถั่ว เมล็ดพืช รวมไปถึงผักใบเขียว
วิตามินอีแบบ Tocotrienol
วิตามิน E ประเภทโทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) เป็นกลุ่มที่พบได้ค่อนข้างน้อยในร่างกาย ลดความเครียดและอาการอักเสบในเซลล์ ทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงในเรื่องของการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า มักพบได้มากในน้ำมันรำข้าวและน้ำมันปาล์ม
วิตามินอีช่วยอะไรบ้าง
เนื่องจาก Vitamin E ประโยชน์ค่อนข้างเยอะ การรับวิตามินให้เพียงพอจึงมีความสำคัญไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของผิวพรรณแต่ยังส่งผลต่อสุขภาพภายในอีกด้วย ดังนี้
- ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง ดวงตา สมอง และเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
- ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย เพราะมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
- ช่วยล็อกน้ำไว้ในผิวให้นานขึ้น ทำให้ ผิวชุ่มชื้น
- ช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย
- ช่วยรักษาโรคปวดปลายประสาทหรือโรคอัลไซเมอร์
- ช่วยลดเลือนริ้วรอยและชะลอการเกิดความเหี่ยวย่น
- ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะต้อกระจกให้น้อยลง
- ช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากระบบสืบพันธุ์ เช่น ลดอาการข้างเคียงจากการหมดประจำเดือน ปกป้องอสุจิจากความเสียหาย ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น
- ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง
วิตามิน E หาได้จากไหน
ร่างกายสามารถรับวิตามินอีได้จากหลายแหล่งที่มา ขึ้นอยู่กับความต้องการและเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละคน โดยมีรายละเอียดของแหล่งวิตามินที่สามารถหาได้ ดังนี้
วิตามินอีจากอาหาร
อีกหนึ่งแหล่งที่สามารถรับ Vitamin E ได้ คืออาหารที่รับประทานอยู่ทุกวัน โดยสามารถเน้นกลุ่มที่มีวิตามินค่อนข้างเยอะ เช่น
- ถั่ว เมล็ดพืช อัลมอนด์
- น้ำมันพืช น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน
- อะโวคาโด มะม่วง กีวี่
- ผักใบเขียว ผักโขม มะเขือเทศ
Vitamin E จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
อาหารเสริมวิตามินอีเป็นอีกทางเลือกของคนที่ขาดวิตามิน หรือรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ต้องการเสริมวิตามินให้ร่างกาย สามารถรับได้จากหลายประเภท เช่น ชนิดเม็ด ชนิดแคปซูล Softgel สามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการและความสะดวกของแต่ละคน
วิตามิน E จากดริปวิตามิน
สำหรับการเสริมวิตามินอีด้วยการดริปวิตามิน ซึ่งในหนึ่งสูตรวิตามินจะมีการผสมสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดเข้าไว้ด้วยกัน แล้วจึงเติมเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านทางเส้นเลือด ร่างกายสามารถดึงไปใช้ได้ทันทีอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องผ่านระบบย่อยและการดูดซึม โดยแต่ละสูตรจะมีส่วนผสมที่ต่างกันและไม่ได้มีวิตามินอีอยู่ในทุกสูตร ขึ้นอยู่กับความต้องการและปัญหาที่ต้องการแก้ไข
Vitamin E ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
นอกจากเสริมวิตามินอีเข้าสู่ภายในร่างกายได้แล้ว เรายังสามารถดูแลผิวพรรณภายนอกจาก Skin Care ได้อีกด้วย จะยิ่งช่วยให้ผิวถูกกระตุ้นการฟื้นฟูจากภายในและเสริมเกราะป้องกันผิวจากภายนอกไปพร้อมกัน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมใช้กันมีหลายอย่าง เช่น โลชั่น เซรั่ม ครีม น้ำมันบำรุงผิว

ขาดวิตามินอีเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร
การขาด Vitamin E เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้หลายอย่าง โดยมีรายละเอียดทั้งสาเหตุและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ดังนี้
สาเหตุที่ทำให้ขาด Vitamin E
- ระบบลำไส้หรือการดูดซึมไขมันบกพร่อง ทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินอีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่หรือกินไขมันน้อยเกินไป
- เกิดความผิดปกติกับตับ ตับอ่อน หรือน้ำดี
- ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาหรือเป็นโรคบางชนิด
- มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ร่างกายไม่สามารถลำเลียงหรือดูดซึมวิตามินอีได้ตามปกติ
ผลข้างเคียงหากขาดวิตามิน E
- ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ ส่งผลทำให้เกิดอาการติดเชื้อหรือป่วยง่ายกว่าปกติ
- ผิวแห้งกร้าน ไม่ชุ่มชื้น เกิดอาการอักเสบหรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
- เสี่ยงภาวะโลหิตจาง เพราะเม็ดเลือดแดงไม่แข็งแรง มีโอกาสสลายตัวได้มากกว่าปกติ
- ระบบประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อเสียสมดุล
- การรับรู้หรือการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นในร่างกายลดลง
- มีโอกาสที่จะเกิดปัญหากับระบบการมองเห็นเสื่อมลง
- กระทบต่อระบบสืบพันธุ์ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด สุขภาพทางเพศของผู้ชายถดถอย
วิตามินอี กินตอนไหน กินวันละเท่าไหร่
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการกิน Vitamin E จะเป็นหลังมื้ออาหารเช้าหรือเย็นก็ได้ โดยเฉพาะมื้อที่มีอาหารประเภทไขมันจะเหมาะมากที่สุด เพราะวิตามินอีละลายได้ดีในไขมัน ซึ่งปริมาณที่แนะนำอยู่ที่ประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน และควรได้รับวิตามินอีอย่างต่อเนื่องทุกวันจะทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ใครบ้างควรระวังก่อนกิน Vitamin E
แม้ว่าวิตามิน E จะมีประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างดีก็ตาม แต่ร่างกายไม่ควรได้รับมากเกินไป โดยเฉพาะคนกลุ่มต่อไปนี้ ดังนี้
- คนที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกได้มากขึ้น
- คนที่เป็นโรคหรือมีภาวะเลือดออกได้ง่าย มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
- คนที่จะเข้ารับการผ่าตัด โดยส่วนมากแพทย์จะแนะนำให้งดการกินวิตามินอีเสริมก่อนผ่าตัด
- คนที่กำลังรับการรักษามะเร็งด้วยรังสีหรือเคมีบำบัด เพราะอาจไปกระทบประสิทธิภาพการรักษา
- คนที่มีวิตามินอีในร่างกายสูงหรือรับประทานวิตามินเสริมเป็นระยะเวลานาน อาจเสี่ยงเกิดภาวะเลือดออกในร่างกายได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ วิตามินอี (FAQ)
เนื่องจาก Vitamin E มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณค่อนข้างมาก ดังนั้นการเสริมวิตามินให้ร่างกายอย่างเหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นในหัวข้อนี้ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาไว้ให้เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้
Q: วิตามินอีกินทุกวันได้ไหม
A: ร่างกายสามารถรับ Vitamin E ได้ทุกวันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในกรณีของคนที่กินวิตามินเสริมสามารถกินได้ปริมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกินไป แนะนำให้กินต่อเนื่องไม่เกิน 3 เดือน หลังจากนั้นเว้นช่วงกินประมาณ 1 เดือน
Q: วิตามินอี ยี่ห้อไหนดี ควรเลือกจากอะไร
A: สำหรับยี่ห้อวิตามิน E แบบกินเสริม ไม่มียี่ห้อไหนดีที่สุด แนะนำให้พิจารณาจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย มีฉลากระบุข้อมูลต่าง ๆ อย่างชัดเจน ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สั่งจ่ายโดยเภสัชกรหรือแพทย์
Q: ผลไม้อะไรมีวิตามินอีสูง
A: หากใครที่อยากเสริม Vitamin E จากผลไม้ สามารถเลือกกินได้หลายชนิด เช่น มะม่วง อะโวคาโด กีวี่ กล้วยไข่ มะละกอ ทับทิม แก้วมังกรแดง แนะนำให้กินในปริมาณที่พอเหมาะอย่างต่อเนื่อง เพราะในผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลสูงอาจทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป
Q: วิตามิน E ทาหน้าช่วยอะไร
A: สำหรับครีมวิตามินอีหรือ Skin Care ประเภทอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กักเก็บน้ำในผิวได้นานขึ้น ปลอบประโลมผิว ลดอาการอักเสบ ลดการระคายเคือง รวมไปถึงลดรอยแดงและรอยดำที่เกิดจากสิวได้อีกด้วย
Q: Vitamin E 400 IU คืออะไร
A: วิตามินอี 400 IU หรือ International Unit เป็นหน่วยเรียกปริมาณหรือความเข้มข้นของวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่ง 400 IU เป็นปริมาณแนะนำในการรับประทานต่อวันที่ร่างกายสามารถรับได้ และไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย
สรุป
วิตามินอีช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ปกป้องเซลล์ต่าง ๆ สุขภาพดี ทั้งยังช่วยฟื้นฟูและดูแลผิวพรรณได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งสามารถรับได้จากหลายแหล่งที่มา โดยเฉพาะการทำดริปวิตามินผิว (IV Drip) ในสูตรที่มีส่วนผสมของวิตามินอีจะทำให้ร่างกายดึงไปใช้ได้ทันที สามารถดึงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ สำหรับใครที่อยากดูแลสุขภาพจากภายใน และฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมามีออร่า เปล่งปลั่ง แนะนำให้เข้ามาปรึกษาได้ที่ Vincent Clinic Aesthetic เพื่อรับการประเมินจากทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์และออกแบบการรักษาเฉพาะรายบุคคล












