ฟิลเลอร์กับโบท็อกต่างกันยังไง อันไหนดีกว่ากัน ฉีดพร้อมกันได้ไหม

ทีมแพทย์ Vincent Clinic
แชร์ :
ฟิลเลอร์กับโบท็อกต่างกันอย่างไร

Key Takeaways

  • ฟิลเลอร์กับโบท็อกต่างกันที่หลักการทำงาน โดยโบท็อกช่วยคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ส่วนฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า
  • โบท็อกเหมาะกับปัญหาริ้วรอยหน้าผาก หว่างคิ้ว ตีนกา ลดกราม ลดน่อง และช่วยยกกระชับบางจุดได้
  • ฟิลเลอร์เหมาะกับปัญหาใต้ตาลึก ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ขมับตอบ แก้มตอบ และการปรับรูปหน้า เช่น คางหรือปาก
  • ฟิลเลอร์กับโบท็อกไม่มีอันไหนดีกว่ากันแบบตายตัว เพราะใช้แก้ปัญหาคนละแบบ ควรเลือกตามปัญหาใบหน้าของแต่ละคน
  • โบท็อกเริ่มเห็นผลในประมาณ 3 – 14 วัน และอยู่ได้นานประมาณ 4 – 6 เดือน ส่วนฟิลเลอร์เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีและอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน
  • ฟิลเลอร์กับโบท็อกสามารถฉีดพร้อมกันได้ หากฉีดคนละตำแหน่ง แต่ถ้าเป็นบริเวณเดียวกันมักแนะนำให้ฉีดโบท็อกก่อน แล้วค่อยเติมฟิลเลอร์ตาม
  • ความเสี่ยงของโบท็อกคือดื้อยา หน้าแข็ง ตาตก หรือปากเบี้ยว หากฉีดผิดตำแหน่ง ส่วนฟิลเลอร์มีความเสี่ยงเรื่องเป็นก้อน ไหล หรืออุดตันเส้นเลือดหากฉีดไม่ถูกชั้นผิว
  • ก่อนฉีดควรเช็กโบท็อกและฟิลเลอร์แท้ทุกครั้ง เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ยาแท้ และให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและฉีดเท่านั้น

ฟิลเลอร์กับโบท็อก เป็นหัตถการยอดนิยมที่หลายคนมักนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ เพราะแม้จะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้เหมือนกัน แต่หลักการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้ Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปดูว่าทั้งสองอย่างต่างกันยังไง เหมาะกับปัญหาแบบไหน และควรเลือกฉีดอะไรให้ตอบโจทย์กับใบหน้าของตัวเองมากที่สุด

โบท็อก คืออะไร?

โบท็อก (Botulinum Toxin Type A) คือโปรตีนสกัดบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์รบกวนระบบประสาท ซึ่ง โบท็อก สามารถทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อขยับไม่ได้ ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าจึงหายไป โดยนิยมนำมาฉีดลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว และตีนกา รวมถึงฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างการลดกรามปรับหน้าเรียววีเชฟ ลดน่อง และใช้เทคนิคลิฟต์กรอบหน้าให้ตึงกระชับ

ฟิลเลอร์ คืออะไร?

ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) คือสารเติมเต็มที่เลียนแบบสารอุ้มน้ำตามธรรมชาติในชั้นผิว ฟิลเลอร์ จะทำหน้าที่เติมเต็มและทดแทน ช่วยดันผิวที่ยุบตัวและฝ่อตามวัยให้กลับมาอิ่มฟู โดยนิยมนำมาฉีดแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำลึก ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ขมับตอบ แก้มตอบ รวมถึงฉีดเพื่อปรับแต่งมิติใบหน้าให้ได้สัดส่วน เช่น การเสริมคาง และปั้นทรงปากกระจับ

ความแตกต่างระหว่าง ฟิลเลอร์กับโบท็อก

ฟิลเลอร์กับโบท็อกต่างกันยังไง

หากต้องการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนโบท็อกและฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่มีหลักการทำงานแตกต่างกัน โดยโบท็อกจะเน้นการลดการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการขยับใบหน้า รวมถึงการลดขนาดมัดกล้ามเนื้อให้เล็กลง ในขณะที่ฟิลเลอร์จะเติมเต็มผิวที่ฉีดเข้าไปเพื่อทดแทนเนื้อเยื่อ กระดูก หรือไขมันที่ฝ่อตัวลงตามวัย ช่วยเติมเต็มร่องลึกให้กลับมาอิ่มฟูและปรับมิติโครงสร้างใบหน้าใหม่ให้สมดุล โดยสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของสารทั้งสองชนิดได้ตามตารางด้านล่างนี้

ข้อเปรียบเทียบ โบท็อก (Botox) ฟิลเลอร์ (Filler)
หน้าที่หลัก คลายกล้ามเนื้อ ลดการขยับ เติมเต็มผิวและร่องลึก เพิ่มวอลลุ่ม
ตัวสารหลัก โปรตีนสกัดบริสุทธิ์ (Botulinum Toxin) กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid)
ตำแหน่งชั้นผิวที่ฉีด ชั้นกล้ามเนื้อ (หรือชั้นตื้นเพื่อยกกระชับ) ชั้นตื้น, ชั้นไขมัน และชั้นลึกติดกระดูก
ระยะเวลาเห็นผล เริ่มเห็นผลใน 3-14 วัน เห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังฉีด
ระยะเวลาคงสภาพ อยู่ได้นาน 4-6 เดือน อยู่ได้นาน 6-24 เดือน (ขึ้นอยู่กับรุ่น)
การสลายตัว สลายตัวได้เอง 100% (ไม่มียาฉีดสลาย) สลายตัวได้เอง 100% (มียาฉีดสลายได้ทันที)

ข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างฟิลเลอร์กับโบท็อก

ฟิลเลอร์กับโบท็อกอันไหนดีกว่ากัน

ระหว่างฟิลเลอร์กับโบท็อกไม่มีหัตถการไหนที่ดีกว่ากัน เนื่องจากสารทั้งสองชนิดถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจะเลือกฉีดตัวไหนจึงต้องประเมินจากปัญหาผิวหน้าเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งกลุ่มปัญหาได้ดังนี้

ปัญหาแบบไหนที่ต้องฉีดโบท็อก

  • ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นบนหน้าผากเวลาเลิกคิ้ว รอยตีนกาเวลาหัวเราะ หรือรอยขมวดคิ้ว
  • ปัญหากล้ามเนื้อใหญ่ เช่น คนที่มีกรอบหน้ากว้างจากกล้ามเนื้อกราม หรือมีน่องปูดจากการใช้งานกล้ามเนื้อขาเป็นเวลานาน
  • ต้องการยกกระชับ การใช้เทคนิคอย่าง โบท็อกลิฟกรอบหน้า จะช่วยดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้ดูตึงและเห็นแนวสันกรามชัดเจนขึ้น

ปัญหาแบบไหนที่ต้องฉีดฟิลเลอร์

  • ริ้วรอยร่องลึกที่เห็นชัด เช่น ร่องน้ำตา ร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก หรือรอยพับลึกบริเวณลำคอ และริ้วรอยต่างๆ ที่ไม่ได้แสดงสีหน้าก็เห็นชัด
  • ปัญหาหน้าซูบตอบ ขาดมิติ เช่น ขมับลึก แก้มตอบ หรือเบ้าตาและใต้ตาคล้ำลึก ทำให้ดูโทรม เหนื่อยล้า นอนไม่พอ
  • ต้องการปรับโหงวเฮ้งและโครงหน้า เช่น ฉีดฟิลเลอร์คาง ให้หน้าดูเรียวยาวขึ้น หรือการปั้นทรงปากกระจับให้อวบอิ่ม

Botox กับ Filler ทําอันไหนก่อน ฉีดพร้อมกันได้ไหม?

สำหรับใครที่สนใจอยากจะฉีดฟิลเลอร์พร้อมกับโบท็อก อยากฉีดสองอย่างพร้อมกันคงจะสงสัยว่าถ้าสามารถทำได้ไหม ซึ่งจริงๆ สามารถทำได้ โดยมีข้อมูลดังนี้

  • ฉีดฟิลเลอร์กับโบท็อกคนละตำแหน่ง หากตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขเป็นคนละจุดกันอย่างชัดเจน เช่น ต้องการฉีดโบท็อกลดกราม และฉีดฟิลเลอร์คาง หรือฉีดโบท็อกลดริ้วรอยหางตา พร้อมกับฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แบบนี้สามารถทำพร้อมกันในวันเดียวกันได้เลยอย่างปลอดภัย เนื่องจากตัวยาจะถูกฉีดลงไปในชั้นผิวที่ต่างกันและไม่ได้รบกวนการทำงานซึ่งกันและกัน
  • ฉีดฟิลเลอร์กับโบท็อกบริเวณเดียวกัน หากจุดที่ต้องการแก้ไขเป็นตำแหน่งเดียวกันและมีปัญหาซ้อนทับกัน เช่น ต้องการฉีดโบท็อกหน้าผาก หรือระหว่างคิ้ว ที่มีทั้งรอยย่นจากการขยับ และมีร่องลึกถาวรร่วมกับฟิลเลอร์ แนะนำให้ฉีดโบท็อกก่อนเพื่อหยุดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น และหลังจากโบท็อกออกฤทธิ์เต็มที่ จึงค่อยฉีดฟิลเลอร์ตาม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ฟิลเลอร์ลงได้ และป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อที่กำลังขยับไปบีบฟิลเลอร์จนเคลื่อนที่ผิดรูป ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ

ข้อเสียโบท็อก และข้อควรระวังของการฉีดฟิลเลอร์มีอะไรบ้าง

การทำหัตถการไม่ว่าจะฟิลเลอร์หรือโบท็อกมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องระวัง การทราบถึงข้อเสียและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ จะช่วยให้สามารถเตรียมตัวและเลือกคลินิกได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ข้อเสียและข้อควรระวังของโบท็อก

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร โบท็อกจะสลายตัวไปเองตามธรรมชาติ ทำให้ต้องกลับมาฉีดซ้ำทุกๆ 4 – 6 เดือนเพื่อรักษาผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง
  • เสี่ยงต่อภาวะดื้อโบท็อก หากฉีดบ่อยเกินไป หรือใช้ โบท็อกปลอม ที่ไม่มีความบริสุทธิ์ ร่างกายอาจสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสารโบทูลินัมท็อกซิน ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยา ทำให้การฉีดครั้งต่อไปไม่เห็นผล
  • ปัญหาหน้าแข็งตึง ดูไม่เป็นธรรมชาติ หากแพทย์ไม่มีประสบการณ์ ประเมินปริมาณยามากเกินไป หรือฉีดผิดตำแหน่ง อาจทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวผิดจุด ส่งผลให้หน้าแข็ง ยิ้มไม่สุด ตาตก ปากเบี้ยว หรือคิ้วกระดกดูดุผิดธรรมชาติ

ข้อควรระวังของการฉีดฟิลเลอร์

  • อันตรายจากการฉีดเข้าเส้นเลือด บริเวณใบหน้ามีเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงที่เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน หากแพทย์ไม่มีประสบการณ์ และพลาดฉีดเนื้อฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันในเส้นเลือด อาจทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงผิว เกิดภาวะเนื้อตาย หรือร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
  • ฟิลเลอร์เป็นก้อนหรือฟิลเลอร์ไหล อาจเกิดจากการที่แพทย์ประเมินชั้นผิวผิดพลาด เลือกเนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับบริเวณที่ฉีด หรือบางคนเผลอ ฉีดฟิลเลอร์ปลอม ที่ไม่สามารถสลายตัวได้ ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นก้อนแข็ง และต้องผ่าตัดขูดออกเท่านั้น

วิธีดูโบท็อก และฟิลเลอร์ก่อนฉีด สังเกตอย่างไร?

ปัญหาผลข้างเคียงส่วนใหญ่ เช่น อาการดื้อยา หรืออักเสบเป็นก้อน มักเกิดจากเผลอไปใช้ยาหิ้ว ยาปลอม หรือซิลิโคนเหลวที่ไม่ได้มาตรฐาน คลินิกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานจะต้องมีความโปร่งใส โดยแกะกล่องใหม่และผสมยาให้คนไข้ดูต่อหน้าทุกครั้ง ซึ่งมีวิธีสังเกตเบื้องต้นดังนี้

วิธีเช็กโบท็อกแท้

  • โบท็อกแท้ที่นำเข้าอย่างถูกต้องจะไม่มีน้ำอยู่ในขวด แต่จะมาในลักษณะ “ยาเคลือบแห้ง” หรือผลึกแป้งสีขาวขุ่นติดอยู่ที่ก้นขวด แพทย์จะต้องใช้ไซริงค์ดึงน้ำเกลือมาผสมให้ดูต่อหน้าก่อนฉีดเสมอ
  • ฝาขวดต้องปิดสนิท ซีลต้องไม่มีรอยถูกแกะ มีสติกเกอร์โฮโลแกรมสะท้อนแสงติดข้างขวด (แล้วแต่ยี่ห้อ) พร้อมเลขทะเบียน อย. และเอกสารกำกับยาภาษาไทย
  • ตัวเลข Lot. และวันหมดอายุที่ระบุไว้บริเวณข้างกล่อง จะต้องตรงกับตัวเลขบนฉลากขวดแก้วด้านในเสมอ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: วิธีเช็กโบท็อกแท้

วิธีเช็กฟิลเลอร์แท้

  • กล่องต้องปิดซีลแน่นหนา ปัจจุบันฟิลเลอร์แบรนด์พรีเมียมมักจะมีแถบสติกเกอร์ให้ขูดเพื่อสแกน QR Code เช็กกับระบบของบริษัทผู้นำเข้าประเทศไทยได้โดยตรง
  • ฟิลเลอร์ต้องบรรจุสำเร็จมาในหลอดไซริงค์ (Syringe) ที่ซีลปิดสนิทในซองพลาสติกสุญญากาศจากโรงงาน ไม่มีการดึงเจลแบ่งขายเด็ดขาด
  • เลขล็อตและวันหมดอายุต้องตรงกันทั้งหมด 3 ตำแหน่ง ได้แก่ บริเวณข้างกล่อง ซองพลาสติกซีลด้านใน และสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนหลอดไซริงค์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: วิธีเช็กฟิลเลอร์แท้

ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกที่ Vincent Clinic

การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกและฟิลเลอร์ให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์และคุณภาพของตัวยา ซึ่งที่ Vincent Clinic เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลลัพธ์ของคนไข้ดังนี้

  • แพทย์มีประสบการณ์ ทุกเคสดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้า (Facial Design) ที่มีความเข้าใจด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) อย่างลึกซึ้ง สามารถวิเคราะห์ปัญหาผิวหน้าแบบ Case by Case และเลือกใช้ปริมาณยาได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง
  • ใช้ยาแท้ 100% ตรวจสอบได้ทุกกล่อง เราคัดสรรเฉพาะตัวยาโบท็อกและฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และมาตรฐานสากลเท่านั้น โดยคลินิกมีนโยบายโปร่งใส แกะกล่องใหม่ ดึงยาให้ดูต่อหน้า และให้กล่องกลับบ้านทุกเคส เพื่อความมั่นใจสูงสุด
  • ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา แพทย์จะประเมินรูปหน้าและแนะนำหัตถการที่ตอบโจทย์กับปัญหาจริงๆ เท่านั้น ไม่มีการยัดเยียดคอร์ส หรือเชียร์ขายหัตถการที่ไม่จำเป็น
  • มาตรฐานคลินิกสะอาด ปลอดภัย สถานที่ให้บริการสะอาด กว้างขวาง เครื่องมือแพทย์ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยระบบมาตรฐานระดับโรงพยาบาล พร้อมทีมพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ VS โบท็อก (FAQ)

Q: ฉีดฟิลเลอร์กับโบท็อก เจ็บไหม?
A: ความรู้สึกขณะทำหัตถการจะเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากคลินิกที่ได้มาตรฐานจะมีการแปะยาชาเกรดพรีเมียมให้ก่อนทำเสมอ นอกจากนี้ในเนื้อเจลฟิลเลอร์หลายๆ รุ่นยังมีส่วนผสมของยาชาอยู่ในตัว ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกเจ็บและทำให้รู้สึกสบายผิวขณะลงเข็มได้เป็นอย่างดี

Q: โบท็อกกับฟิลเลอร์อันไหนแพงกว่ากัน?
A: โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์จะมีราคาสูงกว่าโบท็อก เนื่องจากฟิลเลอร์คิดราคาเป็นซีซี (CC) และเป็นวัสดุที่ใช้เติมเต็มโครงสร้างผิวซึ่งอยู่ได้นานกว่าโบท็อกในขณะที่ ราคาโบท็อก มักคิดตามปริมาณยูนิต (Unit) หรือเหมาบริเวณ และมีระยะเวลาคงสภาพที่สั้นกว่า ทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อและปริมาณที่ใช้ของแต่ละบุคคล

Q: คนท้องหรือกำลังให้นมบุตรฉีดโบท็อกหรือฟิลเลอร์ได้ไหม?
A: ไม่แนะนำให้ฉีดทั้งโบท็อกและฟิลเลอร์สำหรับสตรีมีครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตร เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันความปลอดภัย 100% ต่อทารก เพื่อความปลอดภัยควรงด หัตถการ ความงามประเภทฉีดทุกชนิดจนกว่าจะพ้นช่วงให้นมบุตร

Q: อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มฉีดโบท็อกและฟิลเลอร์ได้?
A: สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป หรือเริ่มทำได้เมื่อมีความกังวลเรื่องริ้วรอยและรูปหน้า ปัจจุบันวัยรุ่นและวัยทำงานนิยมฉีดโบท็อกริ้วรอยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ริ้วรอยเล็กๆ พัฒนาไปเป็นร่องลึกถาวรในอนาคต

Q: หลังฉีดโบท็อกและฟิลเลอร์ ข้อห้ามมีอะไรบ้าง?
A: สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามนอนราบหรือก้มหัวต่ำในช่วง 4 ชั่วโมงแรกสำหรับโบท็อก เพื่อป้องกันตัวยาไหลผิดจุด และในช่วง 3-14 วันแรก ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารหน้าเตาร้อนจัด การออกกำลังกายหนักๆ รวมถึงการทำเลเซอร์หรือซาวน่าร้อนๆ เพราะความร้อนมีผลต่อการสลายตัวและการเซ็ตตัวของตัวยา

สรุป

ฟิลเลอร์กับโบท็อกไม่มีตัวไหนดีกว่ากันแบบตายตัว เพราะทั้งสองหัตถการถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละแบบ โดยโบท็อกเหมาะกับการลดริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อ ลดกราม และช่วยยกกระชับบางจุด ส่วนฟิลเลอร์เหมาะกับการเติมเต็มร่องลึก แก้หน้าตอบ ใต้ตาลึก และปรับมิติใบหน้าให้สมดุลมากขึ้น ดังนั้นการจะเลือกฉีดฟิลเลอร์โบท็อก หรือเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แนะนำให้มาปรึกษากับ Vincent Clinic Aesthetic เพื่อให้แพทย์ประเมินตามปัญหาจริงของใบหน้าเป็นหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย ปลอดภัย และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด