ระบบผิวหนังคืออะไร โครงสร้างชั้นผิวหนังมีกี่ชั้น ทำหน้าที่อะไร?

ทีมแพทย์ Vincent Clinic
แชร์ :
ระบบผิวหนัง

Key Takeaways

  • ระบบผิวหนังประกอบด้วยผิวหนัง เส้นผม ขน เล็บ ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน ทำหน้าที่ช่วยปกป้องและรักษาสมดุลของร่างกาย
  • โครงสร้างผิวหนังโดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนังหรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
  • ชั้นหนังกำพร้าเป็นเกราะป้องกันผิว ช่วยลดการสูญเสียน้ำ และปกป้องผิวจากเชื้อโรค สารเคมี และรังสี UV
  • ชั้นหนังแท้มีคอลลาเจน อีลาสติน หลอดเลือด เส้นประสาท ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน มีส่วนสำคัญต่อความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว
  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนังช่วยสะสมพลังงาน รักษาความอบอุ่น รองรับแรงกระแทก และปกป้องเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป
  • อายุ แสงแดด ฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต โภชนาการ และมลภาวะ ล้วนมีผลต่อโครงสร้างและคุณภาพของผิวหนัง
  • เลเซอร์แต่ละชนิดทำงานในระดับความลึกต่างกัน ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าจนถึงชั้นหนังแท้ ตามชนิดพลังงานและปัญหาที่ต้องการรักษา
  • หัตถการฉีดสามารถทำงานได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิว ไปจนถึงกล้ามเนื้อหรือบริเวณใกล้เยื่อหุ้มกระดูก ขึ้นอยู่กับชนิดของสารและเทคนิค
  • หัตถการยกกระชับสามารถส่งพลังงานตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงเนื้อเยื่อชั้นลึกและชั้น SMAS ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของแต่ละเครื่อง
  • การดูแลผิวด้วยการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน เพิ่มความชุ่มชื้น ทาครีมกันแดด พักผ่อนและรับประทานอาหารให้เหมาะสม ช่วยรักษาความแข็งแรงของระบบผิวหนัง

ระบบผิวหนังประกอบด้วยหลายชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจว่าหัตถการแต่ละชนิดทำงานกับผิวชั้นไหนจะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมแต่ละวิธีถึงเหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกัน Vincent Clinic Aesthetic จะพาไปทำความรู้จักระบบผิวหนัง พร้อมดูว่าหัตถการแต่ละชนิดทำงานกับผิวชั้นไหนบ้าง

ระบบผิวหนัง คืออะไร?

ระบบผิวหนัง (Integumentary System) คือ ระบบอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกาย โดยมีผิวหนังเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น เชื้อโรค แสงแดด สารระคายเคือง และช่วยลดการสูญเสียน้ำ นอกจากนี้ ระบบผิวหนังยังประกอบด้วยเส้นผม ขน เล็บ ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน ซึ่งทำงานร่วมกันในการควบคุมอุณหภูมิ รักษาความชุ่มชื้น และรับความรู้สึกต่าง ๆ ของร่างกาย 

ผิวหนังมีหน้าที่อะไร ช่วยอะไรบ้าง?

ผิวหนังมีหน้าที่สำคัญหลายด้านต่อร่างกาย โดยช่วยทั้งปกป้อง ควบคุม และรักษาสมดุลต่าง ๆ ได้แก่

  • ปกป้องร่างกายจากสิ่งภายนอก เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส สารเคมี มลภาวะ และรังสี UV
  • ลดการสูญเสียน้ำ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันไม่ให้น้ำในร่างกายระเหยออกมากเกินไป
  • ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย โดยทำผ่านการขับเหงื่อ รวมถึงการหดและขยายตัวของหลอดเลือด
  • รับความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ร้อน เย็น เจ็บปวด สัมผัส แรงกด และแรงสั่นสะเทือน
  • รองรับแรงกระแทก โดยเฉพาะชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน
  • สะสมพลังงาน ชั้นไขมันใต้ผิวหนังทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย
  • ช่วยขับของเสียบางส่วน ผ่านทางเหงื่อ เช่น น้ำและเกลือแร่ส่วนเกิน
  • ช่วยซ่อมแซมผิวเมื่อเกิดบาดแผล ผ่านกระบวนการฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  • ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ทั้งด้านอุณหภูมิ ความชุ่มชื้น และการป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อม

โครงสร้างผิวหนังมีกี่ชั้น มีอะไรบ้าง?

โครงสร้างผิวหนังโดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนังหรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกัน

ชั้นหนังกำพร้า

ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังชั้นนอกสุดประกอบด้วยเซลล์เคราติโนไซต์ (Keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลล์หลักของชั้นหนังกำพร้า และเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่ทำหน้าที่สร้างเมลานิน (Melanin) โดยชั้นนี้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ช่วยป้องกันเชื้อโรค สารเคมี รังสี UV และลดการสูญเสียน้ำ 

ชั้นหนังแท้

ชั้นหนังแท้ (Dermis) อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยคอลลาเจน อีลาสติน หลอดเลือด เส้นประสาท ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน ช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น รับความรู้สึก และควบคุมอุณหภูมิ หากโครงสร้างชั้นนี้เสื่อมลง อาจทำให้เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย

ชั้นใต้ผิวหนัง

ชั้นใต้ผิวหนัง (Hypodermis) หรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis) เป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ประกอบด้วยเซลล์ไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำหน้าที่สะสมพลังงาน ช่วยรักษาความอบอุ่น และรองรับแรงกระแทกจากภายนอก

ทั้งนี้ในบางตำรา Hypodermis หรือ Subcutis อาจไม่นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนังโดยตรง แต่หากอธิบายโครงสร้างผิวเป็น 3 ชั้น มักจัดให้ชั้นนี้เป็นชั้นลึกสุด

โครงสร้างผิวหนังเปลี่ยนแปลงจากอะไรได้บ้าง?

โครงสร้างผิวหนังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยจากภายในและภายนอกร่างกาย ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้คอลลาเจน อีลาสติน และไขมันใต้ผิวลดลง ผิวจึงบาง แห้ง และหย่อนคล้อยมากขึ้น
  • แสงแดดและรังสี UV เร่งการเสื่อมของคอลลาเจน ทำให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวเสื่อมก่อนวัย
  • การดูแลผิว เช่น การทำความสะอาด การเติมความชุ่มชื้น และการทาครีมกันแดด มีผลต่อความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว
  • ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลต่อความมัน ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียด อาจเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพ
  • โภชนาการและการดื่มน้ำ มีส่วนต่อการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิว รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว
  • สิ่งแวดล้อมและมลภาวะ เช่น ฝุ่น ควัน และสารระคายเคือง อาจทำให้ผิวอ่อนแอและระคายเคืองง่ายขึ้น
  • พันธุกรรมและสุขภาพร่างกาย มีผลต่อลักษณะผิว ความหนา การสร้างเม็ดสี และแนวโน้มการเกิดปัญหาผิวของแต่ละคน

หัตถการแต่ละชนิดทำงานกับผิวชั้นไหน?

ชั้นผิวหนังแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่ง หัตถการ แต่ละชนิดจึงออกฤทธิ์ในระดับชั้นผิวที่ไม่เหมือนกัน การเลือกหัตถการจึงควรพิจารณาให้เหมาะกับปัญหาและชั้นผิวที่ต้องการดูแล โดยหัตถการแต่ละชนิดทำงานกับผิวในชั้นต่าง ๆ ดังนี้ 

เลเซอร์

ชั้นผิวแต่ละชั้นมีความลึกและโครงสร้างแตกต่างกัน เลเซอร์แต่ละชนิดจึงมีความยาวคลื่นและระดับพลังงานที่เหมาะกับการทำงานในชั้นผิวที่ต่างกัน ทำให้สามารถดูแลปัญหาผิวได้หลากหลาย โดยเลเซอร์แต่ละชนิดทำงานในระดับชั้นผิวที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  • Discovery Pico สามารถส่งพลังงานได้ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าไปจนถึงชั้นหนังแท้ โดยความลึกขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นและหัวที่ใช้ เช่น 532 นาโนเมตรเหมาะกับปัญหาเม็ดสีตื้น ส่วน 1064 นาโนเมตรและหัว MLA สามารถลงลึกถึงชั้นหนังแท้ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน จึงเหมาะกับการดูแลหลุมสิว รูขุมขน และปัญหาผิวในระดับลึก 
  • Primelase Diode Laser ส่งพลังงานลงไปยังรากขนที่อยู่ในชั้นผิวระดับลึก โดยอาศัยความยาวคลื่นหลายระดับ เช่น 810, 940 และ 1060 นาโนเมตร เพื่อให้ครอบคลุมทั้งรากขนตื้นและลึก พลังงานจะถูกดูดซับโดยเม็ดสีบริเวณรากขนและเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อช่วยลดการเจริญของเส้นขน พร้อมระบบทำความเย็นที่ช่วยปกป้องผิวชั้นบน 
  • Fractional CO2 Laser ทำงานตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าลงไปถึงชั้นหนังแท้ โดยสร้างจุดพลังงานขนาดเล็กบนผิวเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว พร้อมส่งความร้อนลงสู่ชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้หลุมสิว ริ้วรอย และผิวไม่เรียบเนียนดูดีขึ้น โดยระดับความลึกขึ้นอยู่กับเครื่องและการตั้งค่าพลังงานที่ใช้

หัตถการฉีด

ชั้นผิวแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกัน การฉีดสารแต่ละชนิดจึงต้องกำหนดระดับความลึกให้เหมาะกับตัวยา ตำแหน่ง และปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยหัตถการฉีดแต่ละชนิดออกฤทธิ์ในชั้นผิวที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  • โบท็อก จะถูกฉีดเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อและลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ส่วน Skin Botox หรือ Micro Botox จะฉีดในระดับตื้นบริเวณชั้นหนังแท้ เพื่อช่วยดูแลรูขุมขน ความมัน และความกระชับของผิว
  • ฟิลเลอร์ สามารถฉีดได้ในหลายชั้นผิวตั้งแต่ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไปจนถึงชั้นลึกใกล้เยื่อหุ้มกระดูก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยชั้นตื้นมักเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยเล็ก ๆ ชั้นไขมันช่วยเติมวอลลุ่ม ส่วนชั้นลึกใช้เพื่อพยุงและปรับโครงหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น 
  • เมโสแฟต เป็นการฉีดตัวยาเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งอยู่ลึกกว่าชั้นหนังแท้ เพื่อช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ตัวยาจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์ไขมัน จากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดเซลล์ไขมันและขับออกตามกระบวนการตามธรรมชาติ 
  • สารกระตุ้นคอลลาเจน เช่น Sculptra, Juvelook, Radiesse, Gouri, AestheFill สามารถฉีดได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นใต้ผิวหนัง ระดับความลึกจะขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ เทคนิคการฉีด และบริเวณที่ต้องการรักษา ตัวยาจะช่วยกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวดูแน่นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน 
  • Skin Booster เช่น Rejuran, Skinvive เป็นการฉีดสารบำรุงเข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำในผิว พร้อมกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เรียบเนียน และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น 

หัตถการยกกระชับ

ชั้นผิวแต่ละชั้นมีโครงสร้างและความลึกแตกต่างกัน หัตถการยกกระชับจึงใช้พลังงานและส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวในระดับที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและจุดประสงค์ของการรักษา โดยหัตถการแต่ละชนิดทำงานในชั้นผิวที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  • Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กร่วมกับพลังงาน RF โดยสามารถส่งพลังงานลงได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และปรับระดับความลึกให้เหมาะกับบริเวณที่ทำได้ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ดูแลรูขุมขนและริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น รวมถึงช่วยกระชับผิวและลดไขมันบางส่วนในบริเวณที่เหมาะสม 
  • Volnewmer ใช้พลังงาน Monopolar RF 6.78 MHz ส่งความร้อนลงชั้นหนังแท้ ทั้งบริเวณชั้นตื้นและชั้นลึก เพื่อกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนและสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และลดเลือนริ้วรอย พร้อมระบบทำความเย็นที่ช่วยปกป้องผิวชั้นบน 
  • Thermage FLX ใช้ Monopolar RF ส่งความร้อนแบบกว้างลงชั้นหนังแท้ระดับลึกและโครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิว เพื่อทำให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวแน่นและกระชับขึ้น
  • Ultraformer MPT ใช้พลังงาน HIFU หรือ MMFU ทำให้สามารถส่งพลังงานได้หลายระดับตั้งแต่ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้น SMAS โดยหัว 1.5 – 3.0 มม. เน้นกระตุ้นคอลลาเจนและปรับผิว ส่วนหัว 4.5 มม. เน้นยกกระชับระดับลึก ขณะที่หัว 6.0 – 13.0 มม. ใช้กับบริเวณลำตัวเพื่อช่วยกระชับและลดไขมันเฉพาะจุด 
  • Ulthera SPT ใช้พลังงาน Microfocused Ultrasound ส่งพลังงานได้หลายระดับตั้งแต่ 1.5 3.0 และ 4.5 มม. ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นพังผืดลึก โดยระดับ 4.5 มม. สามารถเข้าถึงบริเวณชั้น SMAS ในบางตำแหน่ง ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและยกกระชับผิวจากภายใน ทั้งนี้ระดับชั้นจริงขึ้นอยู่กับกายวิภาคของแต่ละบริเวณ 
  • HIFU ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์ที่สามารถส่งลงสู่ผิวได้หลายระดับ ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นพังผืด SMAS หัว 1.5 มม. เน้นทำงานในผิวชั้นตื้นและช่วยดูแลริ้วรอยเล็ก ๆ หัว 3.0 มม. เน้นกระตุ้นคอลลาเจนและกระชับผิว ส่วนหัว 4.5 มม. เน้นส่งพลังงานลงสู่ชั้นลึกเพื่อยกกระชับ โดยระดับความลึกที่เข้าถึงได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะผิวของแต่ละบุคคล 
  • Oligio ใช้พลังงาน Monopolar RF ส่งความร้อนลงสู่ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ ลดริ้วรอย และช่วยปรับกรอบหน้าให้ดูชัดขึ้น 
  • ร้อยไหม การร้อยไหมโดยทั่วไปจะวางเส้นไหมในชั้นไขมันใต้ผิวหนังและชั้นพังผืดตื้น เพื่อให้เงี่ยงไหมช่วยยึดและพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับขึ้น ส่วนไหมเรียบบางชนิดอาจวางตื้นบริเวณชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน 

ศัลยกรรม

ชั้นผิวและเนื้อเยื่อใต้ผิวมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน การศัลยกรรมจึงสามารถเข้าไปจัดการในแต่ละชั้นได้ตามเทคนิคและปัญหาที่ต้องการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ไขมัน เนื้อเยื่อ หรือกล้ามเนื้อ โดยศัลยกรรมแต่ละประเภทมีระดับชั้นที่เข้าไปจัดการแตกต่างกัน ดังนี้ 

  • ดึงหน้า สามารถจัดการได้ตั้งแต่ชั้นผิวหนัง ไขมันใต้ผิว ไปจนถึงชั้น SMAS หรือ Deep Plane ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่เลือกใช้ โดยแพทย์จะยกและจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยใหม่ เพื่อช่วยลดแก้มห้อย เหนียง กรอบหน้าไม่ชัด และปัญหาผิวหย่อนคล้อย 
  • ดูดไขมัน เป็นการนำไขมันส่วนเกินออกจากชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทั้งชั้นตื้นและชั้นลึก โดยระดับความลึกจะขึ้นอยู่กับบริเวณและเทคนิคที่ใช้ ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุดและปรับสัดส่วนของร่างกาย 

วิธีดูแลระบบผิวหนังให้แข็งแรง

การดูแลระบบผิวหนังควรเน้นทั้งการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกและดูแลสุขภาพผิวจากภายใน เพื่อให้ผิวแข็งแรงและทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกายได้ดี โดยมีวิธีดูแลที่ควรทำเป็นประจำ ดังนี้ 

  • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและหลีกเลี่ยงการขัดถูแรงเกินไป
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและลดการสูญเสียน้ำ
  • ทาครีมกันแดดทุกวัน เพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวเสื่อมก่อนวัย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายและสนับสนุนการทำงานของผิว
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะโปรตีน ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและผิวหนังมีเวลาในการซ่อมแซมและฟื้นฟู
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะอาจเร่งการเสื่อมของคอลลาเจนและทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น
  • ลดการสัมผัสมลภาวะและสารระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่อาจทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ
  • สังเกตความผิดปกติของผิว หากมีผื่น แผล ตุ่ม หรือความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติและไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบผิวหนัง

Q: ระบบผิวหนังประกอบด้วยอะไรบ้าง?
A: ระบบผิวหนังประกอบด้วย ผิวหนัง เส้นผม ขน เล็บ ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อช่วยปกป้องร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรักษาสมดุลของผิว

Q: ชั้นหนังกำพร้ามีกี่ชั้น?
A: ชั้นหนังกำพร้าแบ่งเป็น 4 ชั้นย่อยในผิวหนังทั่วไป และ 5 ชั้นย่อยในบริเวณฝ่ามือกับฝ่าเท้า โดยชั้นที่เพิ่มขึ้นมาคือ Stratum lucidum 

Q: ผิวหนังชั้นไหนไม่มีหลอดเลือด?
A: ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นที่ไม่มีหลอดเลือด โดยได้รับออกซิเจนและสารอาหารจากหลอดเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ที่อยู่ด้านล่าง 

Q: คอลลาเจนและอิลาสตินอยู่ในผิวหนังชั้นไหน?
A: คอลลาเจนและอิลาสตินอยู่ในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และคงความกระชับ 

Q: ต่อมเหงื่อและต่อมไขมันอยู่ในผิวหนังชั้นไหน?
A: ต่อมเหงื่อและต่อมไขมันอยู่หลัก ๆ ในชั้นหนังแท้ โดยต่อมเหงื่อบางส่วนอาจอยู่ลึกลงไปถึงชั้นใต้ผิวหนัง 

Q: การผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้นที่ผิวชั้นไหน?
A: การผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้นที่ชั้นหนังกำพร้า โดยเซลล์ผิวจะถูกสร้างจากชั้นล่างและค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นสู่ชั้นนอกสุด ก่อนหลุดออกเป็นเซลล์ผิวที่ตายแล้ว 

Q: ชั้นไขมันใต้ผิวหนังมีหน้าที่อะไร?
A: ชั้นไขมันใต้ผิวหนังมีหน้าที่สะสมพลังงาน รักษาความอบอุ่นของร่างกาย รองรับแรงกระแทก และช่วยปกป้องเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่อยู่ลึกลงไป 

Q: SMAS เป็นหนึ่งในชั้นผิวหนังหรือไม่?
A: SMAS ไม่ใช่หนึ่งในชั้นผิวหนังโดยตรง แต่เป็นชั้นพังผืดและกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง มีบทบาทในการพยุงและถ่ายทอดแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า 

Q: หัตถการยกกระชับทำงานถึงผิวชั้นไหน?
A: หัตถการยกกระชับสามารถทำงานได้ตั้งแต่ ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไปจนถึงชั้น SMAS ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและระดับความลึกของเครื่องที่ใช้ 

สรุป

ระบบผิวหนังประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนัง แต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกัน รวมถึงเป็นระดับที่หัตถการต่าง ๆ เข้าไปทำงานตามปัญหาที่ต้องการแก้ไข สำหรับใครที่อยากดูแลผิวให้แข็งแรง ฟื้นฟูปัญหาผิว หรือเลือกหัตถการให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง สามารถเข้ามาปรึกษาที่ Vincent Clinic Aesthetic ได้ โดยแพทย์จะช่วยประเมินปัญหาและโครงสร้างผิว พร้อมแนะนำหัตถการที่เหมาะกับแต่ละคน เพื่อให้การดูแลผิวตรงจุดและปลอดภัยมากขึ้น